วันศุกร์ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2562

63) ตอบคำถามเกี่ยวกับโลกแบน 35 ข้อ ภายใน 35 นาที (ข้อที่ 1-10)

ตอบคำถามเกี่ยวกับโลกแบน 35 ข้อ ภายใน 35 นาที



35 Most Common Flat Earth Questions Answered in 35 Minutes
https://www.youtube.com/watch?v=VaonmDdVWaY

ข้อ 1) โลกแบนมีลักษณะอย่างไร? (นาทีที่ 0:15) 

โมเดลโลกแบนมีลักษณะแบบเดียวกับแผนที่ที่เรียกว่า Azimuthal Equidistant ที่ USGS (U.S. Geological Survey - องค์กรสำรวจทางธรณีวิทยา ของสหรัฐอเมริกา) ใช้ และมีลักษณะเดียวกับแผนที่โลกในโลโก้ของ UN นอกจากนั้นยังมีแผนที่โลกของ Alexander Gleason ที่ถูกนำมาประดิษฐ์เป็นชาร์ตสำหรับการคำนวณเวลาได้ทั่วโลก ในโมเดลโลกแบนทิศเหนืออยู่ตรงกลาง ส่วนแอนตาร์คติกาคือขอบน้ำแข็งล้อมรอบมหาสมุทรต่าง ๆ ไว้ Mercrater map ที่ถูกสร้างขึ้นในปี 1569 ก็มีลักษณะแบบเดียวกับแผนที่โลกแบนที่แสดงให้เห็นภูเขาแม่เหล็ก (magnetic mountain) อยู่ตรงกลางของอาร์คติกและมีแผ่นดิน 4 ผืนล้อมรอบอยู่ ลักษณะของโลกในอารยธรรมโบราณก็แสดงภาพของโลกในลักษณะเดียวกับโลกแบน

แผนที่โลกแบนมีลักษณะแบบเดียวกับแผนที่โลกที่เรียกว่า Azimuthal Equidistant





แผนที่โลกแบนที่ Alexander Gleason ใช้ประดิษฐ์ time chart และจดสิทธิบัตรไว้ตั้งแต่ปี 1892



แผนที่โลกแบนก็ใช้เป็นแผนที่บอกเส้นทางการบินได้เรียกว่า Air Age Map





#บทความเพิ่มเติม

21) ต้นกำเนิดแผนที่แบบ Azimuthal Equidistant (AE) ของ Giovanni Domenico Cassini
https://flatearthmatters.blogspot.com/2018/07/blog-post.html

29) แผนที่โลกแบนของ Alexander Gleason ปี 1893
https://flatearthmatters.blogspot.com/2018/12/29-alexander-gleason-1893.html

32) Map Projections - A Working Manual (U.S. Geological Survey Professional Paper 1395
https://flatearthmatters.blogspot.com/2019/01/32-map-projections-working-manual-us.html

51) Planisphere อุปกรณ์ดูดาวที่ประดิษฐ์ขึ้นจากโมเดลโลกแบน
https://flatearthmatters.blogspot.com/2019/08/51-planisphere.html


ข้อ 2) ขอบโลกอยู่ไหน? (นาทีที่ 1:09)

คนส่วนใหญ่มักถามว่า "ถ้าโลกแบนแล้วขอบโลกอยู่ตรงไหน?" ภาพโลกที่มีขอบโลกแล้วเรือกำลังจะตกเป็นภาพที่คนส่วนมักจะจินตนาการไว้ แต่ที่จริงในโมเดลโลกแบนไม่มีขอบโลกเพราะแอนตาร์คติกาคือขอบน้ำแข็งที่กั้นน้ำจากมหาสมุทรไว้ และมักจะมีคนท้าให้พิสูจน์ขอบน้ำแข็งที่ว่าด้วยการบอกให้ชาวโลกแบนบินไปถ่ายรูปมาให้ดูโดยที่พวกเขาไม่เคยศึกษาข้อมูลก่อนว่าเป็นเวลากว่า 50 ปีมาแล้วที่ประเทศต่างๆ ทั่วโลกมีการลงนามในสนธิสัญญา Antarctica Treaty ห้ามไม่ให้มีใครผ่านเส้นละติจูดที่ 60 องศาใต้โดยไม่ขออนุญาตก่อน ส่วนบริษัททัวร์ที่มีการจัดทริปไปเที่ยวขั้วโลกใต้ก็ไปได้แค่บริเวณที่กำหนดไว้เท่านั้น เคยมีนักสำรวจที่เข้าพื้นที่แอนตาร์คติกาโดยไม่ขออนุญาตเขาได้หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย เหลือเพียงซากเรือที่ถูกพัดอยู่ในทะเล เราจะได้เห็นภาพภูเขาน้ำแข็งที่สูงชันอยู่บ้างทั้งภาพนิ่งและภาพมุมสูง

Antarctica's Ice Walls - Amazing footage - Must Watch.

Arctic Trucks Exploration: Icebreaker Ship Arrival
https://www.youtube.com/watch?v=NVAaiMMXe1M

#บทความเพิ่มเติม
42) ตอบคำถามเรื่อง Antarctica
https://flatearthmatters.blogspot.com/2019/05/42-antarctica.html

46) แหล่งทรัพยากรแร่ธาตุใน Antarctica
https://flatearthmatters.blogspot.com/2019/07/antarctica-antarctica-1.html

ข้อ 3) ดวงอาทิตย์ในโมเดลโลกแบนอยู่ตรงไหน? (นาทีที่ 2:07)

ดวงอาทิตย์ในโมเดลโลกแบนโคจรวนรอบโลกตามเข็มนาฬิกา ภาพที่เราเห็นดวงอาทิตย์หายลับไปที่ขอบฟ้าไม่ใช่ดวงอาทิตย์ตกแบบที่เราเข้าใจ แต่เป็นการเห็นภาพแบบ perspective ที่จะมีจุด vanishing point ทำให้ดวงอาทิตย์ค่อย ๆ หายลับตาไป ถ้าดูให้ดีจะเห็นว่าดวงอาทิตย์มีขนาดเล็กลงไปเรื่อย ๆ ในขณะที่ค่อย ๆ ลอยห่างออกไปจนเรามองไม่เห็น ในโมเดลโลกกลมบอกว่าดวงอาทิตย์อยู่ห่างจากโลก 93 ล้านไมล์ (ประมาณ 149,668,992,000 กม.) แต่ที่ตาเราเห็นคือดวงอาทิตย์มีขนาดเล็กและอยู่ใกล้โลกมาก แสงจากดวงอาทิตย์ให้ความสว่างเพียงแค่ครึ่งนึงของพื้นที่ของโลก แม้ว่าจะมีข้อโต้เถียงกันมากเกี่ยวกับดวงอาทิตย์แต่มีอยู่อย่างนึงที่เราทุกคนเห็นเหมือนกันคือดวงอาทิตย์โคจรรอบโลก ไม่ใช่โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์

#บทความเพิ่มเติม
49) เรื่องของดวงอาทิตย์ลับเส้นขอบฟ้า กฎ perspective และจุดรวมสายตา (vanishing point)
https://flatearthmatters.blogspot.com/2019/08/49-perspective-vanishing-point.html

52) การโคจรของดวงอาทิตย์และการเกิดฤดูกาลในโมเดลโลกแบน
https://flatearthmatters.blogspot.com/2019/08/52_28.html

38) สุริยุปราคาและจันทรุปราคาในโมเดลโลกแบน
https://flatearthmatters.blogspot.com/2019/04/38.html

36) ตอบคำถามจากใน inbox 'ทำไมโลกต้องแบนเป็นรูปวงกลม' (20 มี.ค. 2562)
https://flatearthmatters.blogspot.com/2019/04/36-inbox-20-2562.html

ข้อที่ 4) แล้วเรื่องที่ว่าท้องเรือหายไปตรงเส้นขอบฟ้าล่ะ? (นาทีที่ 3:02)

ที่จริงแล้วเรือไม่ได้จมหายไป ณ เส้นขอบฟ้า แต่เป็นเพราะข้อจำกัดของตามนุษย์ที่เรามองเห็นภาพแบบ perspective และมีจุดรวมสายตา (ที่เรียกว่า vanishing point) ทำให้เรามองเห็นเรือค่อย ๆ หายไป ข้อโต้แย้งที่ว่าเรือหายไป ณ เส้นขอบฟ้านั้นสามารถพิสูจน์ได้ง่ายมากด้วยการใช้กล้องส่องทางไกลหรือกล้องถ่ายภาพซูมเข้าไป เราก็จะเห็นภาพเรือกำลังวิ่งตรงไปเรื่อย ๆ ซึ่งถ้าโลกกลมจริงเราต้องไม่สามารถซูมเห็นภาพเรือกลับมาได้อีกเพราะเรือต้องถูกโค้งลงไปตามความโค้งของโลกจนเราไม่สามารถซูมภาพกลับมาได้ การที่เรือหายไปและถูกซูมกลับมาใหม่ได้ก็พิสูจน์ได้ว่าเราเห็นภาพแบบนั้นเป็นเพราะข้อจำกัดของตาเรา (รวมทั้งเลนส์กล้อง) ซึ่งเป็นไปตามกฎ perspective ไม่ใช่เพราะความโค้งของโลก




#บทความเพิ่มเติม
49) เรื่องของดวงอาทิตย์ลับเส้นขอบฟ้า กฎ perspective และจุดรวมสายตา (vanishing point)
https://flatearthmatters.blogspot.com/2019/08/49-perspective-vanishing-point.html

ข้อที่ 5) หากโลกแบนจริงทำไมเราไม่สามารถมองข้ามมหาสมุทรได้? (นาทีที่ 3:47) 

การที่โลกมีลักษณะแบนไม่ได้หมายความว่าสายตาของเราจะมองเห็นได้ไม่มีที่สิ้นสุด สายตามนุษย์มองเห็นได้ในระยะทางจำกัดแม้ว่าจะเป็นในวันที่มีสภาพอากาศโปร่งก็ตาม และยิ่งมองได้ไกลน้อยลงในวันที่มีเมฆหมอกมาก มันเป็นไปไม่ได้เลยที่เราจะมองเห็นข้ามมหาสมุทรได้เพราะเป็นไปตามกฎ perspective ซึ่งไม่ได้เกี่ยวอะไรกับความโค้งของโลก

ข้อที่ 6) แล้วการสำรวจรอบโลกเป็นไปได้อย่างไรในโลกแบน? (นาทีที่ 4:22)

ในโมเดลโลกแบนการสำรวจรอบโลกก็หมายถึงการเดินทางวนรอบโลกจากทิศตะวันออกไปทิศตะวันตก ถ้าวนไปจนครบรอบก็จะมาอยู่ที่จุดเดิม เช่นเดียวกันกับเดินทางวนจากทิศตะวันตกไปทิศตะวันออก เฟอร์ดินาน แมคเจลแลนเป็นคนแรกที่เดินทางวนรอบโลกก็ล่องเรือจากทิศตะวันออกไปทิศตะวันตก แต่การเดินทางในลักษณะนี้ก็เป็นไปได้ทั้งในโมเดลโลกกลมและโลกแบน

Circumnavigating a FLAT EARTH for Dummies


Mirrored from Terra Plana

#บทความเพิ่มเติม
36) ตอบคำถามจากใน inbox 'ทำไมโลกต้องแบนเป็นรูปวงกลม' (20 มี.ค. 2562)
https://flatearthmatters.blogspot.com/2019/04/36-inbox-20-2562.html

43) Dr. Auguste Piccard นักวิทยาศาสตร์ผู้กล่าวว่าโลกแบน
https://flatearthmatters.blogspot.com/2019/05/43-dr-auguste-piccard-stratposphere-1931.html

ข้อที่ 7) แล้วการดิ่งพสุธาของ Felix Baumgartner ในโปรเจ็คของ Red Bull ล่ะ? (นาทีที่ 4:57)

การดิ่งพสุธาที่จัดขึ้นโดย Red Bull ในปี 2012 นั้น Felix Baumgartner นักดิ่งพสุธาชาวออสเตรียกระโดดลงมาจากอวกาศในชั้น startosphere จากความสูงถึง 128,000 ฟุต (ประมาณ 39 กิโลเมตร) ซึ่งคุณจะมองเห็นได้ว่ากล้องที่ถ่ายภาพด้านนอกยานนั้นใช้เลนส์มุมกว้าง (หรือที่เรียกว่า fisheye lens - เลนส์ตาปลา) ในขณะที่ภาพถ่ายจากด้านในใช้เลนส์ปกติ จะพูดอีกแบบหนึ่งก็คือภาพถ่ายด้านนอกยานจะมองเห็นว่าโลกมีความโค้ง แต่ภาพจากด้านในแสดงให้เห็นว่าโลกมีลักษณะแบน มันยังไม่ใช่แค่นั้น Felix กระโดดลงมาจากบริเวณประเทศเม็กซิโก ซึ่งเราจะเห็นว่าโลกกลมที่อยู่ในภาพนั้นคือแผ่นดินของประเทศเม็กซิโกที่ใหญ่มากกินพื้นที่ไปเกือบเต็มโลกทั้งใบ ทำให้เห็นชัดว่ามันเป็นภาพที่ถ่ายด้วยการใช้เลนส์มุมกว้าง (กล้อง GoPro ใช้เลนส์มุมกว้างทุกรุ่น) และอีกอย่างโลกก็ไม่เห็นจะหมุนเลยซักนิด (ดูภาพในคลิปนี้ดี ๆ จะเห็นชัดเลยว่าภาพโลกโค้งที่เห็นเป็นเพราะเลนส์)

Red Bull Stratos FULL POV | Felix Baumgartner's Stratosphere Jump


Effect of Fisheye Lens

ข้อที่ 8) แล้วมีอะไรอยู่ใต้โลกแบน? (นาทีที่ 5:45) 

คำถามนี้คงไม่มีใครตอบได้เพราะไม่มีใครรู้ว่าข้างใต้โลกมีอะไร มนุษย์สามารถขุดลงไปได้ลึกที่สุดเพียงแค่ 8 ไมล์ (12 กม.) แม้แต่ชาวโลกกลมเองก็ไม่รู้ว่าข้างในโลกมีอะไร เวลาคนจินตนาการภาพโลกแบนมักจะคิดว่าโลกแบนเป็นแผ่นดิสก์ลอยอยู่ในอวกาศ แต่ที่จริงข้อมูลเรื่องอวกาศทั้งหมดช่างไม่สมเหตุสมผลด้วยทฤษฎีต่าง ๆ ของโลกกลม ในทุกอารยธรรมบนโลกให้ข้อมูลว่าโลกมีลักษณะแบนและมีแกนยึดอยู่ อย่างไรก็ตามเราก็ยังไม่สามารถรู้ได้ว่าข้างใต้โลกนั้นมีอะไร

หลุมที่ถูกขุดลึกที่สุดในโลกชื่อว่า Superdeep Borehole อยู่ในรัสเซีย มีความลึกประมาณ 12 กม. และจุดที่มนุษย์สามารถลงไปลึกที่สุดใต้น้ำคือที่บริเวณร่องลึกมาเรียน่า ก็มีความลึกประมาณ 10.99 กม.เท่านั้นเอง (อ่านข้อมูลเพิ่มจากในลิงค์ด้านล่างได้)

The Deepest Hole in the World, And What We've Learned From It
https://youtu.be/zz6v6OfoQvs


#บทความเพิ่มเติม
54) ข้างใต้โลกแบนมีอะไร? อีกด้านนึงของโลกคืออะไร?
https://flatearthmatters.blogspot.com/2019/09/54.html

ข้อที่ 9) แล้วโลกแบนเคลื่อนที่ไหม? (นาทีที่ 6:29)

ในโมเดลโลกแบนโลกไม่มีการเคลื่อนที่ โลกแบนอยู่นิ่งไม่หมุน แต่ที่เคลื่อนที่ก็คือดวงดาว (เทห์ฟ้า) ทั้งหมด รวมทั้งดวงอาทิตย์และดวงจันทร์โคจรวนรอบโลก ไม่มีใครบนโลกสามารถรู้สึกได้ถึงการเคลื่อนที่ใด ๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจมากเพราะวิทยาศาสตร์ยุคใหม่ต่างบอกว่าโลกหมุนรอบตัวเอง 1,000 ไมล์ต่อชั่วโมง (1,609.34 กม./ชม.) และหมุนรอบดวงอาทิตย์อีก 67,000 ไมล์ต่อชั่วโมง (107,826.048 กม./ชม.) และระบบสุริยะทั้งหมดกำลังเคลื่อนที่ไปในอวกาศอีก 500,000 ไมล์ต่อชั่วโมง (804,672 กม./ชม.) ไปในใจกลางของทางช้างเผือก และยังพุ่งไปในจักรวาลอีก 670 ล้านไมล์ต่อชั่วโมง (1,078,260,480 กม./ชม.) แต่เราไม่เคยรู้สึกอะไรเลย

The helical model - our solar system is a vortex


ข้อ 10) แล้วดาวเทียม สถานีอวกาศ ISS และกล้องฮับเบิลล่ะ? (นาทีที่ 7:23)

มันอาจจะดูบ้าที่จะบอกว่าดาวเทียมไม่มีอยู่จริง NASA บอกว่าเรามีดาวเทียม สถานีอวกาศ ISS และกล้องถ่ายภาพฮับเบิลลอยอยู่ในอวกาศซึ่งใช้ส่งสัญญาณภาพและวิดีโอกลับมายังโลก พวกเราทุกคนต่างก็เชื่อตามที่นาซ่าบอก แต่ที่จริงแล้วมันเป็นเรื่องโกหกทั้งหมดซึ่งเราสามารถพิสูจน์ได้ง่าย ๆ เพราะภาพทุกภาพที่เราเห็นทำมาจากคอมพิวเตอร์กราฟฟิกทั้งหมด ลองคิดดูซิว่าถ้าเรามีดาวเทียมลอยอยู่รอบโลกเป็นหมื่น ๆ ดวงอยู่ตอนนี้ ทำไมเราถึงไม่เคยเห็นดาวเทียมลอยผ่านหน้าดวงจันทร์เลย (แต่ก็มีคนถ่ายภาพสถานีอวกาศ ISS มาได้ แต่ทำไมมีแค่ ISS ทั้งที่บอกว่ามีดาวเทียมลอยอยู่เยอะมาก) ความคิดเกี่ยวกับดาวเทียมถูกคิดขึ้นมาโดยนักเขียนนิยายวิทยาศาสตร์ที่เป็นสมาชิกฟรีเมสันชื่อว่า Arthur C. Clarke เขาเขียนแนวคิดนี้ลงในนิตยสาร Wireless World Radio and Electronics เมื่อปี 1945

แต่ข้อมูลจริงก็คือเรามีสายเคเบิลใต้น้ำที่ส่งข้อมูลเพื่อการสื่อสารกว่า 90% ข้ามมหาสมุทรไปยังประเทศต่าง ๆ ซึ่งหมายรวมถึงสัญญาณอินเตอร์เน็ตและโทรศัพท์ของทั้งโลก ส่วน GPS ใช้ระบบการส่งสัญญาณจากเสาสูงหรือตึกสูง ส่วนการส่งสัญญาณโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมก็หันจานไปด้วยมุม 45 องศาไปยังอาคารหรือเสาสูงที่ส่งสัญญาณมาให้ นาซ่าถูกจับได้หลายครั้งว่ามีการใช้เทคนิคต่าง ๆ ในการถ่ายภาพจาก ISS ทั้งการใช้เทคนิคการถ่ายวิดีโอบน green screen การใช้สายสลิงยึดตัวนักบินอวกาศไว้เพื่อหลอกว่ากำลังอยู่ในอวกาศที่ไร้แรงโน้มถ่วง ทั้งยังมีฟองอากาศลอยออกมาจากชุดนักบินอวกาศก็หลายครั้ง ซึ่งนาซ่าเองก็ยอมรับว่ามีการฝึกนักบินอวกาศใต้น้ำจริง

จากคลิปนี้อธิบายว่าสัญญาณโทรศัพท์และอินเตอร์เน็ตมาจากเคเบิลใต้ท้องทะเลไม่ใช่จากดาวเทียม Ninety five of all telephone and data is transferred from the submarine cable. Not satellite!! 95% ของสัญญาณโทรศัพท์และการส่งข้อมูลดาต้ามาจากสายเคเบิลใต้ทะเล ไม่ใช่จากดาวเทียม


Inside the installation of new undersea transatlantic cable

Sir Arthur C. Clarke เป็นนักเขียนนิยายแนว Sci-fi ที่ดังมากในอังกฤษ และนิยายเรื่อง 2001: A Space Odyssey ได้ถูกเอามาทำเป็นภาพยนตร์ที่มี Stanley Kubrick เป็นผู้กำกับ และมันถูกฉายในปี 1968 หนึ่งปีก่อน Apollo 11 ไปเยือนดวงจันทร์ ภาพสุดท้ายเป็นภาพของ Arthur และผู้กำกับ Stanley พร้อมกับนักบินอวกาศและเจ้าหน้าที่จาก NASA ถ่ายในอังกฤษประมาณปี 1965 



    




คลิปต่าง ๆ จากองค์กรอวกาศทั้งหลายที่ถูกจับผิดว่ามีการใช้สลิง ใช้ Blue screen ใช้ CG และเทคโนโลยีอื่น ๆ ในการถ่ายทำ

Glitch City Blues - I.S.S - Fake Space

NASA- More Blunders - Astronaut falls from ceiling (ญี่ปุ่น)


NASA - China Faking Zero Gravity & Space. New (จีน)


NASA DUTCH ASTRONAUT ISS SCREW DROP FAILURE GRAVITY AT WORK 
(นักบินอวกาศชาวดัทช์ทำน็อตหล่น)
https://www.youtube.com/watch?v=B-dNCJXTye0


แรงดึงดูดเริ่มทำงานกี่โมง?


Drinking in ZERO-G! (and other challenges of a trip to Mars)

#บทความเพิ่มเติม
19) ว่าด้วยเรื่องระบบการบิน การเดินเรือ และการใช้อุปกรณ์ GPS, เรดาร์, ไจโรสโคป และดาวเทียม (GPS, RADAR, Gyroscope, and Satellites)
https://flatearthmatters.blogspot.com/2018/06/19-gps-gps-radar-gyroscope-and.html

50) ข้อมูลเพิ่มเติมเรื่อง GPS และคุณสมบัติของคลื่นวิทยุที่จะช่วยยืนยันได้ว่าโลกแบน
https://flatearthmatters.blogspot.com/2019/08/50-gps.html

53) ทำไมชาวโลกแบนถึงคิดว่าอวกาศเป็นเรื่องหลอกลวงและดาวเทียมไม่มีจริง https://flatearthmatters.blogspot.com/2019/08/53.html

6) มนุษย์เราสามารถอาศัยอยู่ในอวกาศได้จริงหรือ??? Can we live in space?
https://flatearthmatters.blogspot.com/2018/01/can-we-live-in-space.html

2) ความไม่สมบูรณ์ของทฤษฎีไอน์สไตน์ (Imperfection of Einstein's Theory of Relativity)
https://flatearthmatters.blogspot.com/2017/12/blog-post.html

3) โครงการ Apollo ได้พามนุษย์ไปเหยียบดวงจันทร์จริงหรือไม่ (ตอนที่ 1)
What Happened on the Moon? - An Investigation Into Apollo (2000)
https://flatearthmatters.blogspot.com/2018/01/3-apollo.html

4) โครงการ Apollo ได้พามนุษย์ไปเหยียบดวงจันทร์จริงหรือไม่ (ตอนที่ 2)
https://flatearthmatters.blogspot.com/2018/01/4-apollo-2.html

7) เหตุการณ์โศกนาฎกรรมชาเลนเจอร์เมื่อปี 1986 ของจริงหรือของปลอม?? (ตอนที่ 1)
https://flatearthmatters.blogspot.com/2018/01/1986-challenger-disaster-1986.html

8) เหตุการณ์โศกนาฎกรรมชาเลนเจอร์เมื่อปี 1986 ของจริงหรือของปลอม?? (ตอนที่ 2)
https://flatearthmatters.blogspot.com/2018/01/8-1986-2.html

-------------------------------------------------------------------

ตอนที่ 2) ข้อที่ 11 - 20 

ตอนที่ 3) ข้อที่ 21 - 30 

ตอนที่ 4) ข้อที่ 31 - 35 

วันพฤหัสบดีที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2562

62) งานเฉลิมฉลองครบรอบ 300 ปี ของสมาคมฟรีเมสัน (31 ต.ค. 2017)


The Freemasons Tercentenary Celebration [FULL VIDEO STREAMED]


สมาคมลับฟรีเมสัน (Secret Society of Freemasons)
เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2017 สมาคมฟรีเมสันได้มีพิธีเฉลิมฉลองครบรอบ 300 ปี (ก่อตั้งครั้งแรกเมื่อปี 1717) โดยจัดงานกาล่าที่ The Royal Albert Hall ในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ มีสมาชิกมาเข้าร่วม 5,000 คน สมาชิกผู้ทรงเกียรติที่มาร่วมงานมี เจ้าชายเอ็ดเวิร์ด ดยุกแห่งเคนต์และเจ้าชายไมเคิลแห่งเคนต์ ร่วมการเฉลิมฉลองด้วย




ในงานมีการแสดงละคร การบรรเลงเพลงดนตรีคลาสสิค และการแสดงร้องเพลงโอเปร่าบนเวทีที่มีสัญลักษณ์ไม้ฉากและวงเวียน (square and compass) ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของสมาคมนี้เป็นฉากหลังพร้อมกับมีสัญลักษณ์ดวงตา All-Seeing-Eye (แบบเดียวกับที่อยู่ด้านหลังธนบัตรดอลล่าร์ของสหัรัฐอเมริกา) อยู่ด้วย





ช่วงเริ่มต้นมีการแนะนำกิจกรรมการกุศลที่บริจาคเงินให้เพื่อช่วยเหลือภัยพิบัติในประเทศต่าง ๆ รวมทั้งคลิปแสดงความขอบคุณจากมูลนิธิที่ได้รับเงินบริจาคจากฟรีเมสัน ต่อมามีการแนะนำเครือข่าย (The Grand Lodge) ของสมาคมที่อยู่ในแต่ละประเทศทั่วโลก ตามด้วยละครเวทีเล่าถึงประวัติความเป็นมาของฟรีเมสันในประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นฉากที่จอร์จ วอชิงตัน กำลังคุยกับเบนบจามิน แฟรงคลินในการสร้างประเทศใหม่ภายใต้นโยบายของมาคมฟรีเมสัน ต่อมาประธานาธิบดีจอร์จ วอชิงตันได้เอ่ยขึ้นมาว่า หลังจากที่เขาหมดวาระแล้วจะมีใครเป็นขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีของอเมริกาและเป็นฟรีเมสันบ้างไหม ปรากฎว่ามีหลายคนเลยทีเดียว



จอร์จ วอชิงตัน ประธานาธิบดีคนแรกของสหรัฐอเมริกาเป็นฟรีเมสัน

ข้อมูลจากเว็บ https://grandlodgeofvirginia.org/us-presidents-freemasons/ บอกว่ามีทั้งหมด 14 คน ที่จริงมีเยอะกว่านี้ และไม่ใช่แค่ตำแหน่งประธานาธิบดี ตำแหน่งรองประธานาธิบดีก็มี ตำแหน่งที่เป็นผู้บริหารประเทศระดับสูงก็มี

1 George Washington (1st President, 1789 – 1797)
2 James Monroe (5th President, 1817 – 1825)
3 Andrew Jackson (7th President, 1829 – 1837)
4 James Knox Polk (11th President, 1845 – 1849)
5 James Buchanan (17th President, 1865 – 1869)
7 James Abram Garfield (20th President, 1881)
9 Theodore Roosevelt (26th President, 1901 – 1909)
10 William Howard Taft (27th President, 1909 – 1913)
11 Warren Gamaliel Harding (29th President, 1921 – 1923)
12 Franklin Delano Roosevelt (32nd President, 1933 – 1945)
13 Harry S. Truman (33rd President, 1945 – 1953)
14 Gerald R. Ford, Jr. (38th President, 1974 – 1977)

สมาคมฟรีเมสันขยายเครือข่ายโดยการส่งสมาชิกฟรีเมสันไปก่อตั้ง Grand Lodge ในหลาย ๆ ประเทศ รวบรวมสมาชิกจากหลากหลายศาสนาเข้าด้วยกัน ต่อมามีตัวละครที่เป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงและเป็นฟรีเมสันหลายคน เช่น Oscar Wilde (นักเขียนชาวอังกฤษ) Monsieur de Voltaire (นักเขียนชาวฝรั่งเศส) Baron de Montesquieu (นักปรัชญาการเมือง) John Locke (นักปรัชญา นักฟิสิกส์ นักคิดชาวอังกฤษ) Johann Wolfgang von Goethe (นักเขียน นักปรัชญาชาวเยอรมัน) ให้คำแนะนำในการใช้ชีวิตเพื่อ enlightenment (แปลว่าการรู้แจ้ง) ให้กับสมาชิกที่เพิ่งเข้ามาใหม่

ต่อมามีการแนะนำบุคคลที่มีชื่อเสียงจากหลากหลายวงการที่เป็นฟรีเมสัน มีทั้งกษัตริย์และราชวงศ์ในยุโรป นักแสดง นักดนตรี นักเขียน นายทหาร ผู้สร้างภาพยนตร์ นักธุรกิจ นักประดิษฐ์ และนักบินอวกาศ เช่น 

Gustav IV Adolf กษัตริย์ของสวีเดน
Wolfgang Amadeus Mozart โมสาร์ท นักดนตรีคลาสสิค
Johann Christian Bach บาร์ค นักดนตรีคลาสสิค
Luigi Cherubini เชอรูบินิ นักดนตรีคลาสสิค
Irving Berlin เบอร์ลิน นักดนตรี นักแต่งเพลงชาวอเมริกัน
William Hogarth จิตรกรชาวอังกฤษ
John Zoffany จิตรกรชาวเยอรมัน
Marc Chagall จิตรกรชาวรัสเซีย
Edward Jenner นักวิทยาศาสตร์ผู้คิดค้นวัคซีนป้องกันไข้ทรพิษ
Charles Horace Mayo จิตแพทย์ชาวอเมริกัน
John Herschel Glenn นักบินอวกาศ วิศวกร นักธุรกิจ และนักการเมือง
เป็นชาวอเมริกันคนแรกที่ได้โคจรรอบโลก 3 รอบในปี 1962
Larry Gordon Cooper นักบินของกองทัพอเมริกัน และเป็นนักบินอวกาศในโครงการ Project Mercury
Sir Malcolm Campbell นักแข่งรถชาวอังกฤษ
Harold Maurice Abrahams นักกรีฑาชาวอังกฤษ ได้แชมป์โอลิมปิกปี 1924
Jack Dempsey นักมวย
Sir William S. Gilbert นักดาราศาสตร์ชาวอังกฤษ
Sir Arthur Sullivan นักแต่งเพลง













ประธานาธิบดีจอห์น เอฟ เคนเนดี้เคยกล่าวคำแถลงต่อสื่อมวลชนเพื่อขอให้สื่อนำเสนอข่าวเกี่ยวกับ
สมาคมลับที่มีอิทธิพลต่อสหรัฐอเมริกาให้ประชาชนรับทราบข้อมูล
วันที่ 27 เม.ย. 1961 ที่โรงแรม Waldorf-Astoria Hotel, นิวยอร์ค
--------------------------------------------------------





วันอังคารที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2562

61) ตอบคำถามเรื่องอุกาบาตและดาวตก


ถ้าของสองสิ่งที่เคลื่อนที่ด้วยความเร็วมากเกิดชนกัน รอยที่เกิดควรเป็นรอยลากที่มีทางยาวมากไม่ใช่เป็นแค่รอยยุบแบบตรงๆแบบที่เราเห็น แถมมีแต่รอยไม่มีลูกอุกาบาตให้ดูว่ามันใหญ่ขนาดไหน


The helical model - our solar system is a vortex



ดวงอาทิตย์ในจักรวาลระบบสุริยะคลื่อนที่ไปในจักรวาลด้วยความเร็ว 240 กม./วินาที แปลว่าทุกสิ่งในจักรวาลต้องเคลื่อนที่ตามดวงอาทิตย์ทั้งหมด โลก ดวงจันทร์ ดวงดาว ดาวเทียม ขยะอวกาศ รวมทั้งอุกาบาต แต่ภาพที่เรามักจะเห็นในหนังภาพยนตร์คือโลกอยู่นิ่ง ๆ และมีอุกาบาตวิ่งมาชน ซึ่งมันขัดกับหลักการของระบบ Heliocentric ที่บอกว่าทุกสิ่งต้องเคลื่อนที่ตามดวงอาทิตย์ และด้วยแรงกระแทกที่เกิดจากความเร็วขนาดนั้นโลกอาจจะแตกเป็นเสี่ยงๆได้ ไม่ใช่แค่เกิดรอยยุบ แล้วก็น่าจะมีรอยลากหรือรอยแยกที่เห็นเป็นทางยาวเป็นหลักฐานบ้างว่ามีการชนกระแทกกันจริง


Asteroid Hits Earth

ถ้าเกิดมีอุกาบาตพุ่งเข้ามาชนโลกจริงหลุมอุกาบาตควรมีรอยลากเป็นทางยาว และถ้าลูกใหญ่มากแล้วพุ่งมาด้วยความเร็วขนาด 240 กม./วินาที ชนโลกเข้าไปตู้มมมมม โลกน่าจะมีรอยแตกและน่าจะเกิดแรงเหวี่ยงทำให้โลกหลุดออกจากวงโคจรปกติด้วยนะแอดว่า 🤔


เทคนิคของการทำ propaganda (โฆษณาชวนเชื่อ) คือ repetition (การทำซ้ำ) ผลิตข้อมูลซ้ำ พูดซ้ำ ๆ ออกข่าวซ้ำ ๆ ว่าเจอนั่นเจอนี่ Space X ส่งรถเทสลาไปลอยในอวกาศป่านนี้ถึงดาวอังคารหรือยัง ก็ไม่มีข้อมูลอะไรให้ตามต่อ เพราะจุดประสงค์คือเขาต้องการให้เราเห็นภาพนั้นแลัวจบ คนเห็นแค่นั้นก็เชื่อแล้วก็ลืม ซักพักก็มีเรื่องใหม่ออกมาให้ตื่นเต้นอีก ซ้ำ ๆ วนไปแบบนี้ก็ 50 ปีผ่านมาแล้วตั้งแต่ Apollo 11

อันนี้คือภาพที่อ้างว่าเป็นหลุมที่เกิดจากอุกาบาตชนอยู่ในทะเลทรายทางทิศเหนือของรัฐแอริโซน่า ทั้งที่ก่อนหน้านี้มีการวิเคราะห์กันว่าเกิดจากการยุบตัวของแผ่นดินเนื่องจากภูเขาไฟ









เป็นเทหะวัตถุบนท้องฟ้านี่แหละครับ และเกิดบนท้องฟ้าพุ่งลงมาเท่านั้น เราต้องนอนดูหรือแหงนหน้าดูถึงจะเห็น (ในลิงค์นาทีที่ 1.08) ซึ่งไม่สอดคล้องกับลักษณะโลกที่เป็นทรงกลม มีการหมุนรอบตัวเอง และการเคลื่อนที่ของดาวต่างๆในระบบจักรวาลแบบ Heliocentric ที่ทุกอย่างเคลื่อนที่หมุนรอบดวงอาทิตย์ เราต้องได้เห็นฝนดาวตกพุ่งขึ้นมาจากเส้นขอบฟ้าแบบเดียวกับที่ดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ขึ้นและตกทุกวัน



ระบบจักรวาลของ Geocentric แบบที่มีโลกเป็นศูนย์กลาง Ptolemy อธิบายไว้ว่า planets (ดาวเคราะห์) ดาราศาสตร์ไทยเรียกว่า ดาวนพเคราะห์ (อาทิตย์ จันทร์ อังคาร พุธ พฤหัส ศุกร์ เสาร์ + ราหูและเกตุ) โคจรเป็นวงกลมรอบโลกในแนวขนานกับพื้นโลก ส่วนการเคลื่อนที่ของดาวอื่น ๆ และทางช้างเผือก มีลักษณะเคลื่อนไปพร้อมกันเป็นแนวโค้ง (arc) ไปตามทรงกลมฟ้าหรือที่เรียกว่า celestial sphere (ดูลักษณะการหมุนของทางช้างเผือกตามคลิปด้านล่าง)


Milkyway Timelapse Compilation - 2016 - in 4K

ลักษณะการหมุนของดวงดาวในระบบ Geocentric คือหมุนรอบดาวเหนือและโลกอยู่นิ่ง ๆ ไม่หมุน ไม่เคลื่อนที่ ถ้าทำภาพ timelapse เราจึงได้เห็น startrail เป็นวงกลมแบบนี้ (ภาพซ้าย) แต่ถ้าโลกโคจรรอบดวงอาทิตย์แถมยังหมุนรอบตัวเองอีกเราน่าจะได้เห็นภาพ startrail ที่เป็นเส้นตัดกันยุ่งๆ (ภาพขวา) ไม่ใช่เส้นที่เป็นวงกลมวิ่งไปทางเดียวกันและคมชัดแบบนี้













-------------------------------------------------------------------


วันอาทิตย์ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2562

60) แหล่งข้อมูลสำหรับศึกษาเรื่องโลกแบน (ภาษาอังกฤษ) Collection of Flat Earth Explanation

สำหรับคนที่เพิ่งเข้ามาศึกษาเรื่องโลกแบนช่วงหลังน่าจะสับสนกับข้อมูลพอสมควร เนื่องจากการค้นหาด้วยคำว่า Flat Earth ทั้งใน google และ youtube มักจะได้แหล่งข้อมูลที่มาจากกลุ่มหน้าม้า (shill/troll) ซะส่วนใหญ่ แตกต่างจากเมื่อปลายปี 2017 ที่แอดยังได้เจอ youtuber ดี ๆ ที่ให้ข้อมูลหลากหลายจากทั้งมุมมองของคนที่เรียนฟิสิกส์เอง และคนที่เรียนด้านวิทยาศาสตร์ก็ให้คำอธิบายได้ดี บทความนี้เลยขอรวบรวมแหล่งข้อมูลให้ได้ไปศึกษากันเอง รวมทั้งการดีเบท การจัด conference จากหลายประเทศก็จะรวมมาไว้ด้วยกัน

Ball's Out Physics: Brian Mullins

ไบรอัน มูลลินส์ทำคลิปอธิบายโดยใช้ความรู้ด้านฟิสิกส์เพื่ออธิบายคอนเซ็ปต์ของโลกกลมและโลกแบนไว้หลายอัน

Ball's Out Physics Episode 1.2: Flying Over the North Pole


Alternative Cosmology: Alex Carreon

Heliocentric to Geocentric Plane 3D Models


Dan Dimension

Flat Earth ... What part of FLAT don't you understand ?



P Brane

Anti Crepuscular Sun Rays are KEY to Southern Star Rotation FLAT EARTH perspective


Decimal Z (Dr. Zack)

Flat Earth | Curved Water Found- DEBUNKED

Dave Murphy (Alledgedly Dave)


https://youtu.be/sy6PFv7Prco

Rob Skiba






Phuket Word

Flat Earth Proof: Sunset off Phuket



https://www.youtube.com/watch?v=nTjyt-6hJQw&t=25s


O.D.D. TV


https://youtu.be/oh7v08H_DpY


Jeranism


https://youtu.be/7Mdg5k-WBFw


Chippy The Chipmunk


https://youtu.be/mVrLoIM5Spw





วันพฤหัสบดีที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2562

59) การผูกขาดธุรกิจน้ำมัน ยารักษาโรค และการแพทย์ ของตระกูลร็อคกี้เฟลเลอร์

ตระกูล Rockefeller ก่อตั้งการแพทย์สมัยใหม่และทำลายการรักษาแบบธรรมชาติได้อย่างไร - แปลจากบทความโดย คริส คานธาน (20 ต.ค. 2015)

ผู้คนสมัยนี้อาจจะมองคุณว่าเป็นคนประหลาดถ้าคุณพูดเกี่ยวกับการใช้พืชในการรักษาอาการเจ็บป่วย ซึ่งก็เหมือนกับเรื่องอื่น ๆ นั่นแหละ มันมีทั้งเรื่องการเมืองและเรื่องของเงินมาเกี่ยวข้องกับระบบการแพทย์สมัยใหม่ทุกอย่างมันเริ่มต้นที่นายจอห์น ดี ร็อคกี้เฟลเลอร์ (1839 - 1937) เจ้าสัวแห่งวงการน้ำมัน จอมโจรมหาเศรษฐีคนแรกของสหรัฐอเมริกา และเป็นผู้ใช้ทฤษฎีการผูกขาดมาตั้งแต่เกิด

ช่วงเปลี่ยนยุคเข้าศตวรรษที่ 20 เขาได้ครอบครองโรงกลั่นน้ำมันในอเมริกามากถึง 90% ผ่านบริษัทน้ำมันของเขาเองคือบริษัท สแตนดาร์ด ออยล์ ซึ่งภายหลังต่อมาได้แตกแขนงออกเป็นเชฟรอน เอ๊กซอน โมบิล และบริษัทอื่น ๆ
ในช่วงเดียวกันนั้นเองราว ๆ ปี 1900 นักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบ "สารปิโตรเคมี" ที่ทำให้สร้างสารเคมีได้ทุกประเภทจากน้ำมันยกตัวอย่างเช่น พลาสติก หรือที่เรียกว่า เบ็กไลท์ (Backlite) ถูกผลิตขึ้นจากน้ำมันในปี 1907 นักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบวิตามินต่าง ๆ และคาดเดาว่าผลิตภัณฑ์ยารักษาโรคสามารถผลิตได้จากน้ำมัน และนี่เป็นโอกาสทองของร็อคกี้เฟลเลอร์ผู้ที่เห็นหนทางในการผูกขาดน้ำมัน สารเคมี และธุรกิจการแพทย์ในเวลาเดียวกัน

เรื่องที่ดีที่สุดของปิโตรเคมิคอลคือทุกสิ่งสามารถนำมาจดสิทธิบัตรได้และสามารถขายได้ในราคาสูง แต่ก็มีปัญหาอยู่เรื่องนึงสำหรับแผนการของร็อคกี้เฟลเลอร์สำหรับธุรกิจการแพทย์ คือในช่วงเวลานั้นการใช้ยาสมุนไพรได้รับความนิยมมากในอเมริกา แพทย์กว่าครึ่งนึงและมหาวิทยาลัยทางการแพทย์ในอเมริกาทำการรักษาโรคด้วยวิธีองค์รวม (holistic medicine) โดยใช้องค์ความรู้จากยุโรปและชนพื้นเมืองอเมริกัน 

ร็อคกี้เฟลเลอร์ นักผูกขาด ต้องพยายามหาทางกำจัดศัตรูตัวฉกาจนี้ออกไปให้ได้ ดังนั้นเขาจึงใช้วิธีการคลาสสิคคือ สร้างปัญหา - ทำให้ผู้คนแตกตื่นตกใจ - และเสนอหนทางแก้ไข (problem-reaction-solution) นั่นคือการสร้างสถานการณ์ให้เกิดปัญหาทำให้คนตื่นกลัวและนำเสนอหนทางแก้ไข (ตามที่วางแผนไว้แล้ว) (เหมือนกับกรณีการสร้างการก่อการร้ายแล้วตามมาด้วยพระราชบัญญัติรักชาติ (Patriot Act)

เขาได้ไปพบเพื่อนสนิทของเขา แอนดรูว คาร์เนกี้ ซึ่งร่ำรวยมาจากการผูกขาดธุรกิจค้าเหล็ก และเป็นผู้คิดแผนการด้วยการใช้มูลนิธิอันทรงเกียรติคือมูลนิธิคาร์เนกี้ พวกเขาได้ส่งชายผู้หนึ่ง อับราฮัม แฟลกซ์เนอร์ ให้เดินทางไปทั่วประเทศเพื่อทำรายงานเกี่ยวกับมหาวิทยาลัยทางการแพทย์และโรงพยาบาลทั้งหมด 

สิ่งนี้นำไปสู่ "รายงานของแฟลกซ์เนอร์" ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของการแพทย์สมัยใหม่ตามที่เรารู้กัน คงไม่ต้องบอกว่ารายงานฉบับนั้นกล่าวถึงความจำเป็นในการปรับปรุงและการรวมศูนย์ทางการแพทย์ และจากรายงานฉบับนี้เองครึ่งหนึ่งของวิทยาลัยทางการแพทย์ทั้งหมดถูกปิดลงในไม่ช้า

วิธีการใช้ธรรมชาติบำบัดและยาสมุนไพรถูกปลอมแปลงและทำให้กลายเป็นเรื่องเลวร้าย สิ่งเหล่านี้มีจุดประสงค์เพื่อทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงความคิดของแพทย์และนักวิทยาศาสตร์คนอื่น ๆ ร็อคกี้เฟลเลอร์บริจาคเงินกว่า 100 ล้านดอลล่าร์ให้กับมหาวิทยาลัย โรงพยาบาล และก่อตั้งกลุ่มแนวร่วมเพื่อการกุศลที่เรียกว่า "คณะกรรมการการศึกษาทั่วไป" (GEB) ซึ่งเป็นวิธีการใช้เหยื่อล่อที่คลาสสิคมาก (carrot and stick approach หมายถึงมาตรการที่ให้รางวัลเมื่อทำดีและลงโทษเมื่อทำผิด เพื่อควบคุมให้มีความประพฤติให้เป็นไปในทางที่ต้องการ)

ในระยะเวลาไม่นาน มหาวิทยาลัยทางการแพทย์ต่างก็เข้าร่วมและรวมเป็นเนื้อเดียวกัน นักศึกษาแพทย์ทุกคนต่างศึกษาเรื่องเดียวกัน และการใช้ยารักษาโรคก็มาจากยาที่จดสิทธิบัตรเท่านั้น นักวิทยาศาสตร์ได้รับเงินอุดหนุนจำนวนมากเพื่อทำการศึกษาว่าพืชสามารถนำมาใช้รักษาโรคได้อย่างไร แต่เป้าหมายของพวกเขาคือการระบุให้ได้ว่าสารเคมีชนิดใดในพืชที่มีประสิทธิภาพแล้วจึงสร้างสารเคมีที่คล้ายกันขึ้นมาในห้องปฏิบัติการ แต่จะได้ออกมาไม่เหมือนกัน ซึ่งนั่นจะทำให้สามารถนำไปจดสิทธิบัตรได้

การใช้ยารักษาโรคจึงกลายเป็นมนต์ขลังสำหรับการแพทย์สมัยใหม่ แล้วคุณคิดว่าสองพี่น้อง Koch เป็นคนชั่วร้ายงั้นเหรอ?

100 ปีต่อมา เรามีหมอที่ไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับประโยชน์ของการโภชนาการหรือการใช้สมุนไพร หรือการดูแลรักษาแบบองค์รวม เราได้สังคมที่กลายเป็นทาสของบริษัทแห่งหนึ่งเพื่อความเป็นอยู่ที่ดี ประเทศอเมริกาใช้เงินไปกว่า 15% ของ GDP เพื่อโครงการดูแลรักษาสุขภาพ ซึ่งจริง ๆ แล้วน่าจะเรียกกว่าการดูแลเพื่อให้ป่วยมากกว่า เพราะมันไม่ได้มุ่งเน้นไปที่การดูแล แต่เป็นการรักษาตามอาการเท่านั้น ดังนั้นมันจึงเป็นการสร้างลูกค้ากลุ่มใหม่มาเรื่อย ๆ ไม่มีการรักษามะเร็ง เบาหวาน ออทิสซึ่ม หอบหืด หรือแม้กระทั่งไข้หวัดใหญ่

แล้วการดูแลรักษาจริง ๆ มีบ้างไหม? ระบบนี้ถูกออกแบบโดยคนรวยที่มีอิทธิพลทางการเมืองร่วมมือกับผู้ที่มีอำนาจ ไม่ใช่ระบบที่มาจากแพทย์

สำหรับโรคมะเร็งน่ะหรือ อ้อ ใช่ซิ สมาคมโรคมะเร็งของสหรัฐอเมริกาก็ก่อตั้งโดยร็อคกี้เฟลเลอร์ในปี 1913 ไม่ใช่ใครอื่นหรอก

และเดือนนี้คือการกระตุ้นเตือนเรื่องมะเร็งเต้านม ซึ่งมันเป็นเรื่องที่น่าเศร้าที่ต้องเห็นคนถูกล้างสมองเกี่ยวกับการใช้เคมีบำบัด การฉายรังสี และการผ่าตัด ซึ่งจะเขียนต่อในบทความชิ้นถัดไป และนี่คือคำพูดของจอห์น ดี ร็อคกี้เฟลเลอร์เกี่ยวกับอเมริกา 

"I don't want a nation of thinkers. I want a nation of workers."
"ผมไม่ต้องการชาติแห่งนักคิด แต่ผมต้องการชาติแห่งผู้ใช้แรงงาน (ทาส)"

บทความเผยแพร่จาก https://worldaffairs.blog/2015/10/20/how-rockefeller-founded-modern-medicine-and-killed-natural-cures/


  
หนังสือพิมพ์ปี 1927 พาดหัวข่าวเศรษฐีพันล้านซื้อประเทศสหรัฐอเมริกาจากเศรษฐีร้อยล้าน อนาคตของชาติอยู่ในมือผู้มั่งคั่งทั้งหลาย ผู้ที่จ่ายเงินซื้อสหรัฐอเมริกามี 5 ตระกูลใหญ่คือ เดอะ รอธส์ไชลด์ ร็อคกี้เฟลเลอร์ 
ดูปองท์ แฮริแมน และวอร์เบิร์ก


สวัสดี ผมชื่อจอห์น ดี ร็อคกี้เฟลเลอร์
ผมช่วยก่อตั้งอุตสาหกรรมยา ทำกัญชาให้ผิดกฎหมาย ปล้นระบบการศึกษาของชาติ ร่วมก่อตั้งระบบธนาคารกลางสหรัฐ (FED) กับเจพี มอร์แกน และตระกูลรอธส์ไชลด์ ให้กับสนับสนุน UN และช่วยก่อตั้ง Council of Foreign Relations (CFR คือองค์กรที่พวกยิวไซออนิสต์ก่อตั้งขึ้น) พวกคุณจะถูกสอนว่าผมคือฮีโร่ในการทำธุรกิจแต่ที่จริงแล้วผมคือศัตรูตัวฉกาจของประชาชนชาวอเมริกัน


"I don't want a nation of thinkers. I want a nation of workers."
"ผมไม่ต้องการชาติแห่งนักคิด แต่ผมต้องการชาติแห่งผู้ใช้แรงงาน (ทาส)" - จอห์น ดี ร็อคกี้เฟลเลอร์ ก่อตั้ง
"คณะกรรมการการศึกษาทั่วไป" (GEB) ในปี 1903 จากการใช้เงินในกองทุนร็อคกี้เฟลเลอร์ 

"พวกเราใกล้จะถึงการเปลี่ยนแปลงระดับโลกแล้ว ทั้งหมดทั้งมวลที่เราต้องการต่อไปคือวิกฤตสำคัญที่เหมาะสมและประเทศต่าง ๆ จะยอมรับการจัดระเบียบโลกใหม่ (New World Order - NWO) - เดวิด ร็อคกี้เฟลเลอร์



เรื่องการจัดระเบียบโลกใหม่เป็นแค่ทฤษฎียังงั้นหรือ?? ลองถามคนพวกนี้ดูซิ


ใช้ยามากเกินไปและไม่ได้รับการศึกษาที่ถูกต้อง นั่นแหละคือสิ่งที่พวกเขาต้องการให้เราเป็น


 "ประเทศของเรามีแผนการที่จะทำให้เราทุกคนตกเป็นทาส ทั้งผู้ชาย ผู้หญิง และเด็ก ๆ ก่อนที่ผมจะหมดตำแหน่งหน้าที่อันทรงเกียรตินี้ ผมตั้งใจจะเปิดโปงแผนการนี้ให้ได้" - ประธานาธิบดีจอห์น เอฟ เคเนดี้ กล่าวไว้ 7 วัน
ก่อนการถูกลอบสังหาร



ตระกูลผู้มีอิทธิพลในสหรัฐอเมริกาหรือที่เรียกว่า กลุ่มอีลิท (elite)



สวัสดีชาวโลก
ผมคือเจค๊อป รอธส์ไชลด์ ตระกูลของผมมีมูลค่า 500 ล้านล้านดอลล่าร์สหรัฐอเมริกา พวกเราเป็นเจ้าของธนาคารกลางเกือบทุกแห่งในโลก พวกเราให้การสนับสนุนทั้งสองฝ่ายในการเกิดสงครามทุกครั้งมาตั้งแต่ยุคนโปเลียน พวกเราเป็นเจ้าของข่าว เจ้าของสื่อ เจ้าของน้ำมัน และเจ้าของรัฐบาลของพวกคุณ



ตอนแรกพวกเขาก็สร้างปัญหาให้เกิด แล้วก็ขายทางแก้ให้กับคุณ


บริษัท สแตนดาร์ด ออยล์ แตกแขนงออกเป็นหลายบริษัทตามนี้



ภาพการ์ตูนล้อเลียนที่เปรียบเทียบ บริษัท สแตนดาร์ด ออยล์ ว่าเป็นมือปลาหมึก 
คือเข้าไปมีส่วนในการทำธุรกิจทุกประเภท


ลักษณะการทำธุรกิจแบบ pyramid scheme คือควบคุมจากบนลงล่าง และประชาชนทั่วไปคือทาสลูกหนี้ 
ทำงานหาเงินเพื่อใช้หนี้ จ่ายภาษีจนตาย



"I don't want a nation of thinkers. I want a nation of workers." "ผมไม่ต้องการชาติแห่งนักคิด 
แต่ผมต้องการชาติแห่งผู้ใช้แรงงาน (ทาส)" - จอห์น ดี ร็อคกี้เฟลเลอร์

ระบบธุรกิจแบบทุนนิยมคือรูปแบบการควบคุมแบบ pyramid scheme


ประชาชนทั่วไปเป็นเบี้ยล่างให้กับการเล่นเกลมของกลุ่มอีลิธที่มีเงินทุนในการทำธุรกิจ

----------------------------------------------------------------------------------------