วันอาทิตย์ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2562

58) แผนที่โลกโบราณวาดโดยศิลปินชาวอิตาเลียน Urbano Monte (1587)

แผนที่โลกโบราณวาดโดย Urbano Monte ศิลปินชาวอิตาเลียน ทำขึ้นในปี 1587 (430 ปีที่แล้ว) แผนที่มีใหญ่ขนาด 3x3 เมตร และเพิ่งได้รับการต่อเป็นแผนที่ฉบับเต็มโดยใช้วิธีทางดิจิตอล จัดทำโดย David Rumsey Map Collection แห่งมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด Monte วาดแผนที่นี้ใส่แผ่นกระดาษไว้ทั้งหมด 60 ชิ้น รวมไว้เป็นสมุดภาพเล่มใหญ่และเพิ่งได้รับการนำมาต่อเป็นภาพแผนที่โลกเป็นครั้งแรกเมื่อปี 2017

Monte ได้ทำแผนที่นี้ขึ้นมาไม่ได้เอาไว้ใช้แค่การศึกษาเรื่องภูมิศาสตร์เพียงอย่างเดียว แต่เอาไว้ศึกษาเรื่องสภาพอากาศ ขนบธรรมเนียมประเพณี ระยะเวลาความยาวนานของวัน ระยะทางของแต่ละภูมิภาคด้วย

Largest Early World Map - Monte's 10 ft. Planisphere of 1587
https://www.youtube.com/watch?v=2azhqvMoZ4w

ผู้ที่สนใจสามารถเข้าไปดูรายละเอียดของภาพวาดของแผนที่ได้ตามลิงค์นี้ มีการสแกนไว้ทั้งหมด 60 แผ่น
https://www.davidrumsey.com/blog/2017/11/26/largest-early-world-map-monte-s-10-ft-planisphere-of-1587




แผนที่ของ Monte ถูกวาดขึ้นก่อนแผนที่ Planisphere เป็นเวลา 84 ปี ซึ่งเป็นแผนที่โลกแบบ Azimuthal Equidistant ที่พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ได้ว่าจ้างนักดาราศาสตร์ชาวอิตาเลียน Giovanni Domenico Cassini มาทำงานให้ และเขาได้สร้างแผนที่โลกขนาดใหญ่ถึง 7.80 เมตร บนพื้นที่ว่างชั้นสามของหอแปดเหลี่ยมด้านตะวันตกของหอดูดาวในกรุงปารีส

รายละเอียดอ่านได้จากในลิงค์นี้ https://flatearthmatters.blogspot.com/2018/07/blog-post.html


แผนที่ของ Monte ได้รับความสนใจมากเพราะมีความละเอียด มีการจดบันทึกและวาดภาพเกี่ยวกับพื้นที่ของแต่ละ
ภูมิภาคไว้อย่างน่าสนใจ ทาง David Rumsey Map Collection จึงได้มีการทำภาพคอมพิวเตอร์กราฟฟิกเอาแผนที่ของMonte ไปประยุกต์เข้ากับโลกทรงกลมไว้ให้ดูด้วย



---------------------------------------

วันจันทร์ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2562

57) คำตอบจากนักบิน 7 คน ว่าโลกเรามีลักษณะกลมหรือแบนกันแน่ ( Seven pilots tell the truth)

ใครมีโอกาสได้ถามนักบินลองไปถามดูตรง ๆ ว่าโลกกลมหรือแบน สำหรับคลิปนี้นักบินคนที่ 1 และ 2 ตอบว่าโลกแบน ส่วนคนที่ 3 อธิบายเรื่องการปรับมุมองศาในการบิน เนื่องจากว่าหากเราอาศัยอยู่ในโลกกลมจริง เวลาบินต้องมีการกดหัวเครื่องให้ต่ำลงเพื่อบังคับเครื่องบินให้โค้งไปตามความโค้งของโลก นักบินคนที่ 3 ตอบว่า เวลาขึ้นก็เชิดหัวขึ้น แล้วก็บินรักษาระดับกับพื้นโลกไปเรื่อย ๆ ตอนลงก็ปรับลดมุมลงมาแค่ 3 ดีกรีแค่นั้น ส่วนคนที่ 4 ฟังสำเนียงยากมาก ยังแกะคำพูดได้ไม่หมดเลยยังไม่ได้แปลให้


Four Commercial Airline Pilots Admit The Earth is Flat

#คนที่1
ผู้โดยสาร: ผมมีคำถามซีเรียสอยากจะถามหน่อยครับ ความโค้ง!! (ของโลก)
นักบิน: ความโค้งเหรอครับ?
ผู้โดยสาร: ครับ เราไม่ต้องไต่ระดับความโค้งขึ้นมาใช่ไหมครับ เราบินไปรอบ ๆ เราอยู่บนโลกแบนใช่ไหม ขอถามตรง ๆ แบบจริงจังเลย
นักบิน: ครับ
ผู้โดยสาร: เราอยู่บนโลกแบนจริง ใช่ไหมครับ
นักบิน: ใช่ ใช่ครับ
ผู้โดยสาร: ขอบคุณมากครับ ขอบคุณที่ตอบตามความจริง

Passenger: I have a serious question... CURVATURE!
Pilot: Curvature?
Passenger: Yeah! We don't elevate a curvature, do we?
Passenger: We're round... we're .... on a flat. Well, honestly, quite seriously.
Pilot: Yeah!
Passenger: We are, are we?
Pilot: Yeah, yeah... yeah.
Passenger: Thank you, mate. Thank you for being an honest.

-----------------------------------------------------------------
#คนที่2
ผู้โดยสาร: ผมมีคำถามนึงที่อยากถามครับ แบนหรือกลมครับ?
นักบิน: แบนหรือกลมเหรอครับ?
ผู้โดยสาร: คือผมไม่เคยรู้สึกว่าเราต้องบินโค้งลงถ้าเราอาศัยอยู่บนโลกกลมจริง เราก็ต้องบินไปรอบโลกใช่ไหมครับ  แบนหรือกลมครับ?
นักบิน: ผมว่ามันแบนนะ
ผู้โดยสาร: ฮ่าาาา ผมก็คิดยังงั้นเหมือนกัน
นักบิน: สำหรับผมมันดูค่อนข้างแบน
ผู้โดยสาร: แล้วคุณมีอุปกรณ์สำหรับ...
พนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน: แต่เพราะว่าแรงโน้มถ่วงมีอยู่จริงนี่
ผู้โดยสาร: แรงโน้มถ่วง! มันเป็นทฤษฎีที่ยังไม่มีการพิสูจน์นะครับ ฮ่าาาาา
พนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน: ไม่ใช่ซักหน่อย

Passenger: I just got one question to ask. Flat or a ball?
Pilot: Flat or a ball?
Passenger: Well, I never feel is breaking around if we live on a ball. Surely, we have to fly around it. Yeah? Flat or a ball?
Pilot: I think it's flat....
Passenger: Ha Ha Ha. yeah, me too.
Pilot: It looks pretty flat to me.
Passenger: And you've got that flight instrument down there to keep....
Flight Attendant: But because gravity exists.
Passenger: Gravity! It's an unproven theory. Ha Ha Ha!
Flight Attendant: No, it's not.

-----------------------------------------------------------------
#คนที่3
ไรอัน: คุณครับ ผมอยากจะกล่าวขอบคุณสำหรับเที่ยวบินที่ราบรื่นนี้นะครับ
ไรอัน: ผมมีคำถามอยู่เรื่องนึงครับ คือว่ามันต้องมีการปรับมุมการบินให้ต่ำลงไหมครับเพื่อจะบินไปถึง...?
นักบิน: 3 ดรีกรีครับ
ไรอัน: 3 ดรีกรีตามความโค้งของโลกน่ะเหรอครับ
นักบิน: โอ้ สำหรับโลกเหรอครับ? ไม่นะครับ เราแค่บินอยู่ในชั้นโทรโพสเฟียร์
ไรอัน: จริงเหรอครับ
นักบิน: ใช่ครับ แบบนั้นแหละ
ไรอัน: พวกคุณต้องคอยปรับระดับให้ลดลงไหม เพราะว่า..?
นักบิน: ไม่ครับ ที่จริงเราแค่ "เชิดหัวขึ้น" เพื่อบินขึ้นแบบนี้นะครับ
ไรอัน: จริงเหรอครับ คือผมได้อ่านข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องโลกแบนแล้วมันดูเข้าท่าอยู่ คุณได้ดูบ้างไหมครับ
นักบิน: อันไหนนะครับ อันไหน
ไรอัน: คือผมได้อ่านเรื่องเกี่ยวกับโลกแบนน่ะครับ
นักบิน: อ้อ ครับ ๆ ใช่ ๆ เรื่องจริงครับ
ไรอัน: เรื่องจริงเหรอครับ
นักบิน: ครับผม
ไรอัน: โอเค เจ๋งเลย ขอให้พระเจ้าคุ้มครองครับ
นักบิน: โชคดีครับ
ไรอัน: เช่นกันครับ

Ryan: Hey I just want to say thanks for the smooth flight.
Ryan: I do however have one more question. Is there like a specific angle of downward tilt
you have to fly at to...?
Pilot: 3 degrees
Ryan: 3 degrees for the curvature of the earth?
Pilot: Oh, for the earth? No, we just fly over the troposphere.
Ryan: Really?
Pilot: Yeah, yeah, yeah.
Ryan: Do you have to keep like kinda going down, because...?
Pilot: No. We actually have to "nose up" to fly... yeah.
Ryan: Really? Because, I was reading some stuff on the Flat Earth and it made a lot of sense.
Have you looked into it?
Pilot: Which one? Which one?
Ryan: I was reading some stuff on the Flat Earth.
Pilot: Ok, yeah yeah yeah yeah. True! True!
Ryan: That's true?
Pilot: Yep!
Ryan: Ok, cool! Gob bless brother.
Pilot: Have a good one.
Ryan: You too.

------------------------------------------------------------
และมีอีก 2 คน ตามนี้

Pilots tell the truth - Flat Earth


#คนที่1
ผู้โดยสาร: หวัดดีครับ คุณนักบิน
นักบิน: ว่าไง
ผู้โดยสาร: โลกกลมหรือแบนครับผม
นักบิน: แบน
ผู้โดยสาร: ขอบคุณครับผม ขอให้พระเจ้าคุ้มครอง

Passenger: What's up, pilot?
Pilot: Alright.
Passenger: Is the earth flat or round?
Pilot: FLAT
Passenger: Thanks! God bless you.
-------------------------------------------------------
#คนที่2
ผู้โดยสาร: คุณเป็นนักบินหรือเปล่าครับ
นักบิน: ใช่ครับผม
ผู้โดยสาร: ผมมีคำถาม 1 คำถามครับ
นักบิน: โอเค
ผู้โดยสาร: เวลาที่คุณจะเปลี่ยนระดับการบิน...
นักบิน: ครับ
ผู้โดยสาร: คุณต้องกดหัวต่ำลงหรือไปตรง ๆ ครับ
นักบิน: ไปตรง ๆ ครับ แค่ยกหัวขึ้นนิดหน่อย แค่นั้น
ผู้โดยสาร: ตรงไปไม่ต้องโค้งลงใช่ไหมครับ
นักบิน: ไม่ต้องครับ
ผู้โดยสาร: โอเค ขอบคุณมากครับ ขอบคุณจริง ๆ
นักบิน: ด้วยความยินดีครับผม

Passenger: Are you a pilot?
Pilot: Yes, sir.
Passenger: One question.
Pilot: Ok.
Passenger: When you descending in the air..
Pilot: Yeah.
Passenger: Do you dip or do you go straight?
Pilot: Straight. A little more with the nose up, that's it.
Passenger: Straight. You don't get the curve.
Pilot: No.
Passenger: Ok. Thank you so much. I appreciate you.
Pilot: You're welcome, sir.
----------------------------------------------------------


Pilot: the Earth is not moving underneath - Flat Earth

อันนี้แปลแบบจับใจความให้ละกัน คุยกันค่อนข้างยาว

ประเด็นที่ 1 ผู้โดยสารถามว่าเวลาบินนักบินมองเห็นได้ไกลแค่ไหน นักบินตอบว่าเห็นได้ประมาณซักร้อยไมล์ (ประมาณ 160 กม.) อย่างถ้าบินจากขอบ ๆ ของรัฐแคนซัสที่ติดกับรัฐเนแบรสกาก็สามารถมองเห็นเทือกเขาร็อกกี้ได้ ซึ่งจะอยู่ห่างไปอีกเกินร้อยไมล์ ถ้าดูจากแผนที่ก็ประมาณ 300 - 400 ไมล์ได้ (ประมาณ 480 - 603 กม.)

ประเด็นที่ 2 ผู้โดยสารถามว่า ผมรู้มาว่าเครื่องบินจะมีการโปรแกรมการบินให้บินเหนือพื้นผิวที่เรียบแบน คุณรู้เรื่องพวกนี้ไหมครับ นักบินตอบว่า ฉันก็ไม่แน่ใจเรื่องนี้นะ แต่ถ้าดูด้วยสายตาฉันว่ามันก็แบนนะ

ประเด็นที่ 3 ผู้โดยสารถามว่าแล้วในเรื่องของการบินมีการสอนอย่างไรเวลาเครื่องต้องลงจอดกับพื้นผิวโลกที่เคลื่อนที่จากทิศทางต่างๆ กัน อย่างถ้าโลกเราหมุนไปด้านข้างแต่คุณต้องนำเครื่องลงจอดในเส้นทางที่เป็นทิศเหนือ นักบินถามว่าเพราะว่าลมพัดจากทิศตะวันออกไปทิศตะวันตกน่ะเหรอ ผู้โดยสารบอกว่า ไม่ใช่ครับ หมายถึงพื้นดินที่มันเคลื่อนที่น่ะครับ นักบินตอบว่าพื้นดินมันก็ไม่ได้เคลื่อนที่มากเท่าไหร่นะ ปกติแล้วมันก็ดูไม่ได้เคลื่อนที่เมื่อเทียบกับการเคลื่อนที่ของเครื่องบิน ณ ช่วงเวลานั้น ผู้โดยสารถามต่ออีกว่า แล้วคุณรู้ไหมครับว่าพื้นผิวโลกเฉพาะในอเมริกาจะเคลื่อนที่เร็วประมาณ 700 ไมล์ต่อชั่วโมง จากซ้ายไปขวา ผมก็เลยคิดว่ามันคงเป็นเรื่องที่ลำบากมากหากเราต้องนำเครื่องลงจอดในทางทิศเหนือ นักบินตอบว่า ก็ไม่นะ พื้นดินก็ดูอยู่นิ่ง ๆ ไม่ได้เคลื่อนที่นะ

คำอธิบาย: อันนี้พูดถึงเรื่อง Coriolis effect ในโมเดลโลกกลม เมื่อโลกหมุนความเร็วของการหมุนในแต่ละพื้นที่จะไม่เท่ากัน อย่างตรงขั้วโลกเหนือและขั้วโลกใต้จะไม่มีความเร็วในการหมุนเพราะอยู่ตรงจุดศูนย์กลางพอดี และความเร็วก็จะเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ตามเส้นละติจูด และตรงเส้นศูนย์สูตรจะเป็นบริเวณที่โลกหมุนเร็วมากที่สุดคือ 1,650 กม./ชม. (27.5 กม./นาที หรือ 0.45 กม./วินาที)
--------------------------------------------------------------

คนนี้ขับเครื่องบินเล็กระดับความสูงไม่มากเท่าไหร่ แค่เขียนป้ายบอกว่า "THE EARTH IS FLAT"

FLAT - As Far As The Eye Can See

-----------------------------------------------------------------------

วันอาทิตย์ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2562

56) วิธีการคำนวณความโค้งของโลก (How to calculate earth curvature)

มีข้อมูลจากบทความนึงคำนวณองศาความโค้งของโลกโดยใช้ภาพถ่ายจากทะเลสาบมิชิแกนที่จุด Two Rivers ไปยังชายหาด Silver Creek เป็นระยะทาง 8.4 ไมล์ เมื่อคำนวณแล้วได้ความโค้งเท่ากับ 0.12 องศา แล้วบอกว่า 0.12 องศา แทบมองไม่เห็นความโค้ง 

ดูข้อมูลภาษาไทยได้จากลิงค์นี้ https://petmaya.com/lake-michigan-curvature-flat-earth?fbclid=IwAR2twOZ5PKyufIrlPLkfDjTkRotyZUS7rJ0NS0LPfKpILdjaSg7uDpbkiZI

คลิปต้นทางมาจากคลิปนี้

Curvature of Lake Michigan based on Round Earth Model


ทีนี้เรามาลองคิดให้ละเอียดกว่านั้น โดยดูความสูงของความโค้งของโลก (bulge) ณ เส้นขอบฟ้า เพราะตามคอนเซ็ปต์ของชาวโลกกลมจะเชื่อว่าเส้นขอบฟ้าคือจุดที่โลกโค้งลง เมื่อเรือแล่นไปถึงจุดนั้นเราจะเห็นว่าด้านล่างของเรือค่อย ๆ จมหายไป นั่นคือเหตุผลของอริสโตเติลเมื่อสองพันกว่าปีที่แล้วที่ทำให้เค้าเชื่อว่าโลกกลม และปัจจุบันคนก็ยังเชื่อตามข้อมูลนั้นอยู่เหมือนอย่างที่ Bill Nye อธิบายไว้ในรายการโทรทัศน์นี้เมื่อหลายปีก่อน

Bill Nye's Dumb Boats over the horizon claim

ปัจจุบันเรามีกล้องที่มีกำลังซูมภาพได้ไกลมากขึ้นซึ่งก็พิสูจน์ได้แล้วว่า ณ จุดเส้นขอบฟ้านั้นไม่ใช่จุดที่โลกโค้งลงอย่างที่เราเคยเข้าใจ 


Let's put the myth of ships going over the curvature to rest for ever. Flat Earth


การที่เราเห็นส่วนด้านล่างของเรือจมหายไปกับน้ำทะเลเป็นเพราะตามนุษย์มีความโค้งทำให้เราเห็นภาพระยะไกลเป็นแบบ perspective ซึ่งอธิบายไว้แล้วในบทความนี้ 49) เรื่องของดวงอาทิตย์ลับเส้นขอบฟ้า กฎ perspective และจุดรวมสายตา (vanishing point) https://flatearthmatters.blogspot.com/2019/08/49-perspective-vanishing-point.html คลิปด้านล่างคือตัวอย่างของภาพ perspective 

A simple demonstration of perspective not curvature.


การคิดคำนวณความโค้งของโลกจะใช้สเกลความโค้งของโลกที่มีเส้นรัศมี 6,371 กม. และมีเส้นรอบวง 40,030 กม. โดยใช้สูตรคำนวณใน Excel ตามภาพ หรือจะใช้เว็บไซต์คำนวณความโค้งของโลกก็ได้ www.earthcurvature.com


หรือจะใช้โปรแกรม AutoCAD สร้างโมเดลแล้วให้โปรแกรมคำนวณให้ก็ได้


ซึ่งเราก็จะได้สเกลความโค้งของโลกตามระยะทางตามมาตรวัดกิโลเมตรตามนี้
1 กม. โค้งลง 0.08 ม.
5 กม. โค้งลง 1.96 ม. (ตึก 1 ชั้นสูงประมาณ 3 ม.)
10 กม. โค้งลง 7.85 ม. (สูงกว่าตึก 2 ชั้นอีก)
20 กม. โค้งลง 31.39 ม.
30 กม. โค้งลง 70.63 ม.
100 กม. โค้งลง 784.79 ม.
200 กม. โค้งลง 3,140.00 ม. (3 กม. กับอีก 140 ม.)
500 กม. โค้งลง 19,650.05 ม. (19 กม. กับอีก 650 ม.)


Step ที่ 1 คิดแบบชั้นเดียวแค่ดูเรื่องระยะทาง 

ตามระยะทางระหว่าง Two Rivers ไปยังชายหาด Silver Creek เท่ากับ 8.4 ไมล์ คิดเป็น 13.51812 กม. โลกต้องโค้งลง 14.34 เมตร โดยใช้การคำนวณจากเว็บไซต์คำนวณความโค้งของโลก www.earthcurvature.com

การคิดแบบนี้เอาไว้ใช้กับการวางกล้องกับพื้นหรืออย่างเช่นในการทดลองโดยใช้กระจกสะท้อนแสงแบบนี้ การทดสอบดูความโค้งของโลกในกลุ่มของชาวโลกแบนทำการทดลองไว้หลายครั้งและใช้หลายวิธี ทั้งการยิงเลเซอร์ การใช้กล้องซูม แต่อันนี้เบสิคที่สุดคือการทดสอบวางแผ่นกระจกที่ชายหาดแคลิฟอร์เนียระยะทาง 13.51 กม. โลกต้องโค้งลง 14.34 เมตร ถ้าโลกโค้งจริงเราต้องไม่มีทางเห็นแสงสะท้อนจากกระจกนั่น


RESEARCH FLAT EARTH Mirror Test




Step ที่ 2 ถ้าต้องการใช้ปัจจัยความสูงของระดับสายตามมาคำนวณด้วยและดูค่าความสูงของความโค้ง (bulge) ของโลกประกอบด้วย

ถ้าจะให้คำนวณแบบละเอียดโดยใช้ระดับสายตามาคำนวณร่วมด้วยก็จะได้ตามนี้ สมมติว่าผู้ถ่ายมีความสูง 180 ซม. ในระยะทาง 8.4 ไมล์ (13.51812 กม.) เส้นขอบฟ้าจะอยู่ที่ 4.78 กม. และสถานที่ปลายทางต้องอยู่ต่ำกว่าเส้นขอบฟ้าลงไปตามความโค้งของโลกเท่ากับ 5.97 เมตร แปลว่าปลายทางของสถานที่นั้นต้องสูงกว่าความโค้งของโลก 5.97 เมตร ตาเราถึงจะเห็น และยิ่ง Silver Creek คือชายหาดเรายิ่งไม่ควรเห็น


ทีนี้จากการคำนวณที่ฝรั่งคิดไว้ก็ถูกและเราสามารถเอามาเช็คคำตอบเพื่อทวนการคำนวณข้างบนได้ด้วย ก็ใช้วิธีคำนวณย้อนกลับเพื่อเป็นการเช็คคำตอบก็จะได้ตามนี้ เอาเส้นรอบวงของโลก 40,030 กม. หารด้วยวงกลม 360 องศา จะได้ระยะทางต่อ 1 องศาเท่ากับ 111.194444 กม. แล้วเอามาคูณกับ 0.12 องศา ก็จะได้ 13.343 กม. ใกล้เคียงกับตัวเลขระยะทางระหว่างจุดที่กล้องถ่ายกับจุดหมายที่วัดไว้ระหว่าง Two Rivers กับชายหาด Silver Creek เท่ากับ 8.4 ไมล์ หรือ 13.51812 กม.




-----------------------------------------------------

วันเสาร์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2562

54) ข้างใต้โลกแบนมีอะไร? อีกด้านนึงของโลกคืออะไร?

มีคนถามแบบนี้หลายครั้งมากจนต้องเอามาแปะไว้ในนี้ละกัน



The Deepest Hole in the World, And What We've Learned From It

12 กม.นี่ลึกขนาดไหน ก็ยังไม่พ้นชั้นเปลือกโลกที่มีความหนาประมาณ 50 กม. เลย ยังไม่ต้องพูดถึง ใจกลางโลกซึ่งอยู่ลึกลงไปอีกกว่าหกพันกิโลเมตร (รัศมีโลกเท่ากับ 6,371 กม.)





Jacques Piccard and Don Walsh: Into the Marianas


รายละเอียดภาษาไทยแปลให้แล้วอยู่ในลิงค์นี้

43) Dr. Auguste Piccard นักวิทยาศาสตร์ผู้กล่าวว่าโลกแบน





รายะละเอียดเกี่ยวกับคุณสมบัติของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าอยู่ในลิงค์นี้ (ข้อมูลเพิ่มเติมเรื่อง GPS และคุณสมบัติของคลื่นวิทยุที่จะช่วยยืนยันได้ว่าโลกแบน https://flatearthmatters.blogspot.com/2019/08/50-gps.html)




--------------------------------------------------

วันเสาร์ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2562

53) ทำไมชาวโลกแบนถึงคิดว่าอวกาศเป็นเรื่องหลอกลวงและดาวเทียมไม่มีจริง

ทำไมชาวโลกแบนถึงคิดว่าอวกาศเป็นเรื่องหลอกลวงและดาวเทียมไม่มีจริง



คนที่เพิ่งเข้ามาอ่านข้อมูลเรื่องโลกแบนมักจะมีกรอบความคิดมาก่อนว่าโลกกลม NASA พิสูจน์มาแล้ว มีรูปถ่าย มี live สดถ่ายทอดภาพโลกมาให้เห็นจาก ISS แล้วก็จะเอาข่าวเรื่องอวกาศ เอาคลิปภาพของ ISS มาให้ดู เอาข่าวการค้นพบดาวใหม่ จักรวาลใหม่ ข่าวเกี่ยวกับอวกาศทั้งหลายมาให้ดู แต่ทำไมชาวโลกแบนถึงบอกว่าเรื่องพวกนี้เป็นเรื่องโกหก มันไม่ใช่ของจริง เรื่องอวกาศเรื่องแรกที่แอดค้นข้อมูลอย่างจริงจังคือยาน Apollo 11 ต่อได้ด้วยเรื่องยาน Challenger ที่ทำให้ได้ข้อสรุปว่า NASA โกหกข้อมูลเกี่ยวกับอวกาศหลายอย่าง ถ้าใครยังไม่เคยอ่านก็ลองอ่านและพิจารณาดู

3) โครงการ Apollo ได้พามนุษย์ไปเหยียบดวงจันทร์จริงหรือไม่ What Happened on the Moon? - An Investigation Into Apollo (2000) https://flatearthmatters.blogspot.com/2018/01/3-apollo.html

4) โครงการ Apollo ได้พามนุษย์ไปเหยียบดวงจันทร์จริงหรือไม่ ตอนที่ 2 What Happened on the Moon? Part 2 https://flatearthmatters.blogspot.com/2018/01/4-apollo-2.html

7) เหตุการณ์โศกนาฎกรรมชาเลนเจอร์เมื่อปี 1986 ของจริงหรือของปลอม?? (Challenger Disaster 1986)

8) เหตุการณ์โศกนาฎกรรมชาเลนเจอร์เมื่อปี 1986 ของจริงหรือของปลอม?? (ตอนที่ 2)


ปฏิบัติการลวงโลก (ภาษาไทย)

แอดได้ยิน ได้อ่าน ได้ฟังข่าวเกี่ยวกับอวกาศมานับไม่ถ้วนและมันก็มีข่าวมายังงี้เสร็จแล้วก็เงียบหายไป ซักพักก็มีข่าวใหม่ออกมา อย่างเซอร์ริชาร์ด เบรนสัน นักธุรกิจระดับโลก เป็นเจ้าของ Virgin Galactic ที่โฆษณามาตลอดว่าจะทำทัวร์อวกาศมาเป็นสิบปีก็ยังไม่สำเร็จซักที อย่างชายคนนี้จ่ายไปละ 1 ล้านเหรียญก็ยังไม่ได้ไป ในคลิปนั่นมีคำให้สัมภาษณ์ของเซอร์ริชาร์ดด้วยตั้งแต่เมื่อปี 2008 ว่ามีเศรษฐีจ่ายเงินจะไปทัวร์อวกาศมาแล้ว 60,000 คน จนป่านนี้ผ่านไปสิบปีละก็ยังไม่ได้ไป

Flat Earth - Richard Branson the Space Tourism Con Man!

คนไทยที่มีข่าวว่าจะได้อวกาศเป็นผู้หญิงคนแรกชื่อ พิรดา เตชะวิจิตร์ เมื่อปี 2556 ซึ่งเป็นแคมเปญที่ Axe Apollo จัดขึ้นเพื่อคัดเลือกคนที่จะได้เป็นตัวแทนคนไทยไปท่องอวกาศ เป็นข่าวฮือฮากันพักใหญ่ ได้รับความสนใจอย่างมาก การคัดเลือกได้ตัวแทนคนไทยเข้าร่วมโครงการมา 3 คน และได้ไปเข้าแคมป์ที่สหรัฐอเมริกา แต่โครงการนี้มีการประกาศเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด จนในที่สุดในปี 2559 บริษัท XCOR ผู้พัฒนายาน LYNX MARK II ได้ประกาศหยุดการพัฒนายานดังกล่าวไป

Journey to space in Axe Apollo Space Academy program | Pirada Techavijit | TEDxChiangMai


ล่าสุดมีคนแปะลิงค์นี้มาเกี่ยวกับการสร้างลิฟต์ขึ้นไปในอวกาศ


ลิฟต์อวกาศ Spaceline เข้าใกล้ความสำเร็จ (อัปเดต) & ตรวจพบ"นิวทิโน"มีน้ำหนักเบากว่าอีเล็กตรอน


ไอเดียการใช้ลิฟท์ขึ้นไปในอวกาศก็พูดกันมานานละ อันนี้ Michio Kaku เคยให้สัมภาษณ์ไว้ตั้งแต่ 2011

Michio Kaku on the space elevator

เมื่อปี 2014 มีข่าวว่าบริษัทญี่ปุ่น Obayashi จะสร้างลิฟท์ขึ้นไปในอวกาศสูงถึง 96,000 kilometres ได้ในปี 2050 

Japan’s Obayashi to Build Space Elevator by 2050


เมื่อปี 2016 ก็มี Neil deGrasse Tyson พิธีกรรายการเกี่ยวกับอวกาศออกมาให้ข้อมูลเกี่ยวกับระบบการสร้างลิฟท์ที่ว่า

Space Elevator Connecting Earth To Space Station
https://www.youtube.com/watch?v=fASklODXNnw

พอปี 2017 Elon Musk ออกมาบอกว่าการสร้างลิฟท์ขึ้นไปในอวกาศมันไม่เวิร์ค ว่าแต่ตอนนี้รถเทสลาของ Musk ที่ปล่อยไปกับยาน Falcon เมื่อต้นปีที่แล้วลอยไปถึงดาวอังคารหรือยัง ก็ไม่มีใครรู้และไม่มีใครจะสนใจติดตาม

Elon Musk on Why Space Elevators Won't Work


เอาจริง ๆ มนุษย์สามารถขึ้นไปในอวกาศได้จริงหรือ?? แอดโพสหลายทีมากเรื่องนี้ คุณอาจจะยังไม่ได้อ่าน 45) เรื่องของแรงดันอากาศกับสภาวะสุญญากาศ กรณี ISS ลอยอยู่ในอวกาศได้จริงหรือ??
https://flatearthmatters.blogspot.com/2019/07/45-iss.html

เงื่อนไขของอวกาศมีอะไรบ้าง สภาวะสุญญากาศมี effect อะไรบ้างกับร่างกายมนุษย์ ลองคิดดูดี ๆ
6) มนุษย์เราสามารถอาศัยอยู่ในอวกาศได้จริงหรือ??? Can we live in space?https://flatearthmatters.blogspot.com/2018/01/can-we-live-in-space.html

เผื่อยังไม่เคยอ่านบทความนี้ การส่งสัญญาณคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าสามารถบอกได้ว่าโลกไม่มีความโค้ง
50) ข้อมูลเพิ่มเติมเรื่อง GPS และคุณสมบัติของคลื่นวิทยุที่จะช่วยยืนยันได้ว่าโลกแบนhttps://flatearthmatters.blogspot.com/2019/08/50-gps.html


แล้วทำไมชาวโลกแบนถึงบอกว่าดาวเทียมไม่มีจริง ลองพิจารณาดูข้อมูลของดาวเทียมกับ ISS ใช้โลหะชนิดไหนที่จะสามารถทนความร้อนในอวกาศได้ คำว่า Thermo แปลว่า "ความร้อน" แล้ว ISS ลอยอยู่สูงจากโลก 400 กม. ซึ่งเป็นอวกาศชั้น Thermosphere มีความร้อนสูงได้ถึง 2,482 องศาเซลเซียส 


แล้วลองดูวัสดุของ ISS ซิว่าทำมาจากโลหะชนิดไหน ข้อมูลบอกว่ามันทำมาจาก ไทแทเนียม, เคฟล่าร์, เหล็ก, และอะลูมิเนียม ทีนี้เรามาดูจุดหลอมละลายของโลหะ 4 ชนิดนี้

1) ไทแทเนียมหลอมละลายที่ 1,668 องศาเซลเซียส
2) เคฟล่าร์หลอมละลายที่ 350 องศาเซลเซียส
3) เหล็กหลอมละลายที่ 1,370 องศาเซลเซียส
4) อะลูมิเนียมหลอมละลายที่ 660 องศาเซลเซียส

แล้ว ISS ลอยอยู่ในอวกาศได้ไงผ่านไปแล้วตั้ง 20 ปี?? ไม่เคยเอาลงมาซ่อมแซมเลย

อ้าวแล้วถ้าไม่มีดาวเทียมแล้วสัญญาณโทรศัพท์มือถือ สัญญาณ GPS มาจากไหน ก็อ่านต่อที่บทความนี้เลย 19) ว่าด้วยเรื่องระบบการบิน การเดินเรือ และการใช้อุปกรณ์ GPS, เรดาร์, ไจโรสโคป และดาวเทียม (GPS, RADAR, Gyroscope, and Satellites)
https://flatearthmatters.blogspot.com/2018/06/19-gps-gps-radar-gyroscope-and.html

50) ข้อมูลเพิ่มเติมเรื่อง GPS และคุณสมบัติของคลื่นวิทยุที่จะช่วยยืนยันได้ว่าโลกแบน https://flatearthmatters.blogspot.com/2019/08/50-gps.html

ถ้าเรามีการใช้ดาวเทียมในการส่งสัญญาณจริง แล้วบริษัท Google จะทำโปรเจ็ค Loon ที่ใช้บอลลูนลอยบนฟ้าเพื่อส่งสัญญาณอินเตอร์เน็ตในพื้นที่ที่ไม่มีเสาสัญญาณโทรศัพท์ทำไม?? 




เวลาดูคลิปภาพถ่ายทอดสดจาก ISS เคยเห็นดาวเทียมผ่านเข้ามาซักดวงไหม #ไม่เคยเลยซักที แล้วไอ้ที่ว่าดาวเทียมมีเยอะมากจนเกิดปัญหาการชนกัน นอกโลกเรามีขยะอวกาศเยอะมาก ไหนจะสะเก็ดดาว ดาวตก อุกกาบาตอีก มันน่าจะผ่านหน้ากล้อง ISS มาให้เห็นบ้างนะ ว่าไหม?? คลิปวิดีโอข้างล่างเปรียบเทียบกันระหว่างภาพจาก NASA ที่บอกว่าดาวเทียม ขยะอวกาศจากฝีมือมนุษย์มีอยู่เยอะมากนอกโลก กับคลิปวิดีโอจากโครงการ SpaceX ที่ Elon Musk ส่งรถเทสลาของตัวเองไปลอยอยู่ในอวกาศตั้ง 4 ชม. ลองดูซิมันเหมือนหรือแตกต่างกันยังไงบ้าง ถ้าเราเชื่อว่าข้อมูลของ NASA เป็นความจริงก็แสดงว่าฝั่ง Elon Musk โกหก หรือไม่อีกทีก็โกหกทั้งคู่ 


Space Debris in Motion


Live Views of Starman



นาซ่าบอกว่าดาวเทียมต้องใช้ความเร็ว 17,450 ไมล์ต่อชั่วโมง (เท่ากับ 28,083.053 กม.ต่อชั่วโมง) เพื่อรักษาระดับการโคจรรอบโลกให้อยู่ในวงโคจรระดับล่าง (low earth orbit) แล้วจานรับสัญญาณดาวเทียมที่ติดบนหลังคาบ้านเรามันก็หันอยู่ด้านเดียวไม่เคยขยับ แล้วมันรับ-ส่งสัญญาณกันยังไงระหว่างดาวเทียมที่เคลื่อนที่เร็ว 28,083.053 กม.ต่อชั่วโมง (หรือ 468.05 กม./นาที) ในอวกาศ กับจานรับสัญญาณที่ไม่เคยหันไปไหนเลยบนหลังคาบ้านเรา??



คุณว่าถ้าดาวเทียมมันมีเยอะมากเหมือนกับภาพด้านบนนั่น เวลาเราซูมดูดวงจันทร์นี่เราควรจะได้เห็นมันลอยผ่านบ้างเนอะ และควรจะต้องเห็นชัดมาก ๆ ด้วย เพราะนี่ดวงจันทร์ที่อยู่ไกลตั้ง 384,403 กิโลเมตร ยังชัดกริบขนาดนี้ 




ถ้าดาวเทียมโคจรอยู่ในอวกาศจริง จานรับสัญญาณบนโลกก็น่าจะต้องหันหน้าตามวงโคจรของมันเหมือนที่แผงโซล่าร์เซลล์อันนี้ที่ต้องหันหน้าตามดวงอาทิตย์ตลอดเวลา คิดว่างั้นไหม?? 

อีกประเด็นนึงที่สำคัญมากคือเราไม่เคยได้เห็นภาพดวงอาทิตย์จริง ๆ ที่กำลังโคจรไปในจักรวาลเลยซักครั้ง แม้กระทั่งภาพดวงอาทิตย์กับโลกที่กำลังหมุนโคจรไปด้วยกันก็ไม่มี ภาพจากกล้อง ISS ที่ถ่ายให้เห็นชัด ๆ ว่าโลกกำลังเคลื่อนที่ด้วยความเร็ว 240 กม./วินาทีก็ไม่มี ภาพดวงอาทิตย์เคลื่อนที่ที่ดูแล้วเข้าใจง่ายสุดก็แอนิเมชั่นอันนี้ แต่ทำไมเราได้เห็นดวงอาทิตย์แค่ในแอนิเมชั่นล่ะ ทั้งที่เรามีดาวเทียมเป็นหมื่น ๆ ดวงในอวกาศมาตั้งหลายสิบปีแล้ว และเราก็มีกล้องที่สามารถประมวลภาพ Black hole ที่อยู่ห่างออกไปตั้ง 53.49 ล้านปีแสงมาได้ แต่เราไม่เคยมีภาพระบบสุริยะจริง ๆ ที่กำลังหมุนแบบนี้เลยซักภาพ ทำไมล่ะ??


The helical model - our solar system is a vortex

------------------------------------------------------------------------



วันพุธที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2562

52) การโคจรของดวงอาทิตย์และการเกิดฤดูกาลในโมเดลโลกแบน

เส้นทางการโคจรของดวงอาทิตย์ในโมเดลโลกแบน


ในโมเดลโลกแบนดวงอาทิตย์โคจรรอบโลกในแนวขนานไปกับพื้นโลกใช้เวลา 23.56 ชม. (1 วัน)

Seiko World-Time Clock
https://youtu.be/_jSjDq3tRZA

และการโคจรจะมี 3 วง มี 3 ระดับ ดูคำอธิบายใน 2 คลิปนี้ประกอบ

Flat Earth Summer Sun 24hrs


Heliocentric to Geocentric Plane 3D Models
https://www.youtube.com/watch?v=WY4HUVYFotM&t=355s


 ภาพด้านล่างเป็นการถ่ายภาพดวงอาทิตย์ ณ จุดเดิมในช่วงเวลาที่ดวงอาทิตย์กำลังจะตกตลอดระยะเวลา 6 เดือนที่กรุงเอเธนส์ ประเทศกรีก ซึ่งแสดงให้เห็นว่าวงโคจรของดวงอาทิตย์จะมีการขยับไปเรื่อย ๆ ดวงอาทิตย์ไม่ได้ตก ณ จุดเดิมตลอดทั้งปี


ส่วนภาพนี้แสดงให้เห็นวงโคจรของดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ในโมเดลโลกแบนมี 3 วง และมี 3 ระดับ ดังนี้
1) วงรอบในสุดคือเส้น Tropic of Cancer (สีเหลือง) ดวงอาทิตย์และดวงจันทร์จะลอยสูงสุด ช่วงเดือนมิถุนายน

2) วงตรงกลางคือเส้น Equator (สีแดง) ดวงอาทิตย์และดวงจันทร์จะลอยในระดับต่ำลงมา ตอนเดือนกันยายนและมีนาคม

3) วงรอบนอกสุดคือเส้น Tropic of Capricorn (สีส้ม) ช่วงเดือนธันวาคม ดวงอาทิตย์และดวงจันทร์จะลอยอยู่ในระดับต่ำและอยู่ใกล้ผิวโลกมากที่สุด


การเกิดฤดูกาลในโมเดลโลกแบน

และการโคจรของดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ก็จะมีการวนเข้าและวนออก การวนเข้าของดวงอาทิตย์จะมาจากทิศใต้เข้าไปทิศเหนือและขึ้นไประดับสูงสุดในวันที่ 21 มิ.ย. และวนออกจากทิศเหนือลงมาทิศใต้มาอยู่ระดับต่ำสุดในวันที่ 21 ธ.ค.


1) วงรอบสีฟ้าในสุดคือเส้น Tropic of Cancer ดวงอาทิตย์และดวงจันทร์จะลอยสูงสุด ในวันที่ 21 มิถุนายน ซึ่งจะเรียกว่าวันครีษมายันหรืออุตตรายัน (summer solstice) และจะเป็นฤดูร้อนของทางซีกโลกเหนือหรือทางฝั่งยุโรป จึงเกิดพระอาทิตย์เที่ยงคืน (midnight sun) ที่ขั้วโลกเหนือ คือพระอาทิตย์อยู่เหนือเส้นขอบฟ้าตลอดเป็นระยะเวลาประมาณ 6 เดือน (มากน้อยขึ้นอยู่กับแต่ละพื้นที่)

2) วงรอบสีดำคือเส้น Equator ดวงอาทิตย์และดวงจันทร์จะลอยในระดับต่ำลงมาตอนเดือนกันยายนและมีนาคม จึงเกิดฤดูใบไม้ร่วงและใบไม้ผลิของทวีปยุโรป และเป็นช่วงกำลังจะเข้าฤดูร้อน (เดือนมี.ค.) และเข้าฤดูหนาว (เดือนก.ย.) ของประเทศแถบเส้นศูนย์สูตร

3) วงรอบสีส้มนอกสุดคือเส้น Tropic of Capricorn ดวงอาทิตย์และดวงจันทร์จะโคจรมาถึงเส้นนี้ในช่วงเดือนธันวาคม ดวงอาทิตย์และดวงจันทร์จะลอยอยู่ในระดับต่ำและอยู่ใกล้พื้นโลกมากที่สุด เป็นช่วงเวลาที่กลางคืนยาวนานกว่ากลางวันเรียกว่าเหมายัน (winter solstice)  และจะเป็นฤดูร้อนของทางประเทศออสเตรเลีย ส่วนทางขั้วโลกเหนือก็เป็นช่วงที่จะเกิด Polar night คือดวงอาทิตย์ไม่ขึ้นติดต่อกันหลายเดือน และเกิดปรากฎการณ์แสงเหนือในช่วงเดือนนี้เช่นกัน อย่างที่เมือง Spitsbergen (หรือ Svalbard) ในประเทศนอร์เวย์จะไม่เห็นดวงอาทิตย์เลยเป็นระยะเวลากว่า 5 เดือน



Experience the polar night and the northern lights in Svalbard


และที่เมือง Barrow ในอลาสกาก็จะไม่เห็นดวงอาทิตย์ขึ้นเลยเป็นเวลา 67 วัน



การโคจรของดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ในลักษณะการวนเข้าและวนออกแบบนี้จะสอดคล้องกับปรากฏการณ์ Solar Analemma และ Lunar Analemma เป็นเลข 8 ดังในภาพด้านล่าง คือ จุดสูงสุดของดวงอาทิตย์คือวันครีษมายัน (Summer Solstice) เป็นวันที่ระยะของช่วงกลางวันยาวนานกว่ากลางคืน วันที่ดวงอาทิตย์อยู่ที่จุดเส้นศูนย์สูตร (Equator) เรียกว่าวัน Equinox เป็นวันที่ช่วงเวลากลางวันและกลางคืนยาวนานเท่ากัน และ Winter Solstice คือวันเหมายันเป็นวันที่ช่วงเวลากลางคืนยาวนานกว่ากลางวัน








ซึ่งจะเห็นว่าเส้นวงของ Analemma ด้านนึงจะแคบและสั้นกว่าเส้นวงอีกด้านก็เพราะเส้นวงด้านแคบคือวงโคจรของดวงอาทิตย์บริเวณขั้วโลกเหนือที่มีระยะทางที่สั้นกว่า และวงโคจรที่ขั้วโลกใต้มีระยะทางที่ไกลกว่าจึงทำให้เกิดวง 2 วงที่ไม่เท่ากัน ซึ่งจะสอดคล้องกับลักษณะพื้นที่ของโลกในโมเดลโลกแบนมากกว่าของโลกกลม





Analemma movie for every 60 seconds! (english)
https://www.youtube.com/watch?v=KRFXWB2dGcU


The Solar Analemma over Edmonton


ANALEMMA at SUNSET (SICILY)


---------------------------------------------------------------------------------

วันเสาร์ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2562

51) Planisphere อุปกรณ์ดูดาวที่ประดิษฐ์ขึ้นจากโมเดลโลกแบน

อุปกรณ์ดูดาวที่เรียกว่า planisphere หรือบางครั้งก็เรียกว่า star map / star chart / star wheel คนไทยเรียกว่าแผนที่ดาวหรือแผนที่ท้องฟ้า มีลักษณะเป็นแผ่นกลม ๆ ที่ใช้คำนวณตำแหน่งของดาวได้ตลอดทั้งปี  planisphere ได้ถูกประดิษฐ์ขึ้นมาตั้งแต่ปี 1624 คำว่า planisphere คือคำสองคำผสมกัน plane + sphere คำว่า plane แปลว่าแบนหรือราบเรียบ ส่วนคำว่า sphere นอกจากจะแปลว่ารูปทรงกลม ก็สามารถแปลได้ว่ามีลักษณะเป็นวง วงกลม หรือจะแปลว่าอาณาจักรก็ได้ ในภาพนี้คือ planisphere ของรัชกาลที่ 4

Planisphere ของรัชกาลที่ 4

ในปี 1975 ที่สหรัฐอเมริกามีคนจดสิทธิบัตรเครื่องมือที่เรียกว่า UNIVERSAL PLANISPHERE COMPLETE GUIDANCE AND COMPUTER SYSTEM (หมายเลข 3,858,334 ลงวันที่ Jan. 7, 1975) ผู้ประดิษฐ์ William A. Eisenhauer, Van Wert, Ohio ซึ่งสามารถใช้คำนวณเพื่อการดูดาวและใช้บอกตำแหน่งต่าง ๆ บนโลกได้ จะเห็นว่าในแบบที่ Eisenhauer ออกแบบไว้นั้น planisphere ใช้กับโลกที่มีลักษณะแบนและมีขั้วโลกเหนืออยู่ตรงกลาง (Fig.8) 




นอกจากนั้นในรายละเอียดของสิทธิบัตรชิ้นนี้ยังอ้างอิงสิทธิบัตรอีกฉบับนึงของ Gleason (หมายเลข 497, 917 ของปี 1893) ซึ่งเป็นสิ่งประดิษฐ์ของ Alexander Gleason ที่เขาทำขึ้นเพื่อเป็น time chart บนแผนที่โลกแบนซึ่งใช้บอกเวลาได้ทุกประเทศทั่วโลก เคยเขียนรายละเอียดไว้ในบทความชิ้นนี้ https://flatearthmatters.blogspot.com/2018/12/29-alexander-gleason-1893.html



และคำว่า planisphere ก็ยังนำมาใช้กับแผนที่โลกฉบับแรกที่ถูกสร้างขึ้นโดยใช้การวัดมุมจากดวงดาวกับตำแหน่งพื้นที่ต่างๆ บนโลกก็มีชื่อเรียกว่า Planisphère terrestre ซึ่งถูกสร้างโดย โดเมนิโก แคสสินี (Giovanni Domenico Cassini) นักดาราศาสตร์ชาวอิตาเลียน แผนที่โลกนี้มีขนาดใหญ่มากมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 24 ฟุต (7.80 เมตร) มีหมุดปักอยู่ตรงกลางให้เป็นขั้วโลกเหนือ อยู่ที่หอดูดาวในกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส แผนที่นี้ใช้เวลาทำนานมากถึง 3 ชั่วอายุคน ตั้งแต่ตัว Cassini จนมาถึงลูกชาย และเสร็จสิ้นในรุ่นของหลานชายใช้เวลากว่า 30 ปี

ในหนังสือ "จดหมายเหตุดาราศาสตร์จากฝรั่งเศสเกี่ยวกับราชอาณาจักรสยาม ในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช" ได้ระบุไว้ว่า "แผนที่โลกขนาดใหญ่ที่แคสสินีสร้างอยู่บนพื้นชั้น 3 ของหอดูดาวแปดเหลี่ยมทางด้านตะวันตกของกรุงปารีส ที่ซึ่งโกษาปานราชทูตสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชเคยไปเยือนมาแล้ว" รายละเอียดขียนไว้ในนี้ https://flatearthmatters.blogspot.com/2018/07/blog-post.html



ในหนังสือเรื่องการทำแผนที่ที่สำนักงานสำรวจธรณีวิทยาแห่งสหรัฐอเมริกา (USGS) ใช้มีชื่อว่า Map Projections - A Working Manual (U.S. Geological Survey Professional Paper 1395 เขียนโดย John D. Snyper (https://pubs.usgs.gov/pp/1395/report.pdf)

เป็นคู่มืออธิบายการทำ map projection ของอเมริกาที่ตีพิมพ์ตั้งแต่ปี 1987 ในหน้าที่ 8 ได้อธิบายถึงการระบุตำแหน่งบนโลกโดยใช้การวัดเส้น longitude และ latitude นั้นเริ่มต้นมาจากนักดาราศาสตร์ชาวกรีกที่ชื่อว่า Hipparchus (ตั้งแต่ 2 ศตวรรษก่อนคริสตศักราช) และก็เป็นแนวคิดที่ Ptolemy ก็นำมาใช้ด้วยเช่นกัน


Map Projections - A Working Manual (U.S. Geological Survey Professional Paper 1395 by John D. Snyper


ตรงข้อความที่ขีดเส้นแดงระบุว่า "เป็นระยะเวลากว่า 2,000 ปีมาแล้วที่การวัดเส้น latitude บนโลกจะใช้วิธีการทางดาราศาสตร์ 2 วิธีคือ ในตอนกลางวันเราจะวัดมุมความสูงของดวงอาทิตย์กับเส้นขอบฟ้า ส่วนในตอนกลางคืนเราจะวัดมุมความสูงของดวงดาวโดยเฉพาะดาวเหนือ องศาของมุมที่เปลี่ยนไปจะบอกเวลา วัน และฤดูกาลได้ตามเส้น latitude ของตำแหน่งนั้น" "เครื่องมือที่ใช้ในการวัดมีหลายอย่าง เช่น cross-staff, astrolabe, back-staff, quadrant, sextant, and octant ซึ่งจะใช้ร่วมกับกล้องดูดาว"



astrolabe


 back-staff

sextant


cross-staff

quadrant


octant


sextant ที่ถูกนำเข้ามาในประเทศไทยในรัชการที่ 4



Astrolabe คืออุปกรณ์ที่ใช้ดูดาวและสามารถใช้เป็นอุปกรณ์นำทางด้วยการวัดมุมของดวงดาวกับพื้นที่บนโลก นอกจากนั้นมันยังช่วยบอกเวลา บอกฤดูกาล ใช้คำนวณการเคลื่อนที่ของดวงดาวได้ Astrolabe มีใช้มาตั้งแต่ยุคกรีกโบราณระหว่างปี 220-150 BC (220 - 150 ปีก่อนคริสตศักราช) ก็เป็นเครื่องมือดูดาวที่ใช้กับโลกที่มีลักษณะแบน


Astrolabe proves Flat Earth

ทีนี้ในกรณีของโลกกลมที่ใช้ระบบจักรวาลแบบ Heliocentric ที่ดวงอาทิตย์ต้องโคจรไปในจักรวาลด้วยความเร็ว 240 กม./วินาที และโลกก็เคลื่อนที่ตามไปด้วยความเร็วที่เท่ากัน ถามว่าด้วยการเคลื่อนที่เร็วขนาดนั้นและระยะเวลาผ่านไปเป็นพันปีแล้วแต่เรายังสามารถใช้ planisphere หรือ astrolabe ซึ่งประดิษฐ์ขึ้นมาบนคอนเซ็ปต์ของโลกแบนที่อยู่นิ่ง ไม่เคลื่อนที่ได้อย่างไร??

Heliocentric Model

----------------------------------------------------------------