วันอาทิตย์ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

41) Salt Flats Bolivia (Salar de Uyumi) ประเทศโบลีเวีย

Salar de Uyumi มีลักษณะเป็นที่ราบกว้างใหญ่ถึง 4,000 ตารางไมล์ (10,582 ตร.กม.) เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงมากและเป็นฉากของเมือง Crait อยู่ในภาพยนตร์เรื่อง The Last Jedi


Star Wars: The Last Jedi | Worlds of The Last Jedi


Flooded Salt Flats Look Like Giant Mirror

ลักษณะทางกายภาพ
- ความยาว 100 ไมล์ (160.93 กม. - โลกจะโค้งลง 2.03 กม.)
- ความกว้าง 84 ไมล์ (135.18 กม. - โลกจะโค้งลง 1.43 กม.)


ในระยะทางความยาว 160.93 กม. นี้ สำหรับโลกกลมจะมีความโค้งของโลกสูงเท่ากับ 508.13 เมตร





ภาพจากมุมสูง ในเนื้อหาอธิบายว่าที่ราบ Salt Flats แห่งนี้ราบเรียบมากโดยมีความผันแปรไม่เกิน 1 เมตร ตลอดทั้งพื้นที่


Salar de Uyuni มีขนาดใหญ่พอ ๆ กับเกาะฮาวาย ถ้าเทียบกับจังหวัดในประเทศไทยก็ใหญ่กว่าจ.บุรีรัมย์นิดหน่อย (บุรีรัมย์มีขนาด 10,322.885 ตร.กม.)


Salar de Uyumi เป็นสถานที่ที่แสดงให้เห็นถึงคุณสมบัติของน้ำได้เป็นอย่างดีตามเหตุผลดังนี้

1. น้ำต้องการภาชนะสำหรับบรรจุ
2. น้ำจะรักษาระดับความราบเรียบให้เท่ากันเสมอ
3. ความราบเรียบของน้ำทำให้น้ำสะท้อนภาพได้เหมือนกระจก


น้ำไม่สามารถเกาะอยู่กับวัตถุทรงโค้งได้ น้ำต้องการภาชนะสำหรับบรรจุ


น้ำมีคุณสมบัติในการรักษาระดับความราบเรียบให้เท่ากันเสมอ


ความราบเรียบของน้ำทำให้สามารถสะท้อนภาพได้เหมือนกระจก


ลักษณะของภาพสะท้อนบนสิ่งของที่มีความโค้ง

ภาพสวย ๆ จาก Salar de Uyumi






"Wildlife Wonders of South America" 4K UHD 1HR Film 
- Salar De Uyuni & Patagonia Scenes + Music

---------------------------------------------------------------------------------------------

วันจันทร์ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2562

39) ถ้าโลกแบนแล้วดาวอื่น ๆ แบนด้วยมั๊ย (Electric Universe / Plasma Universe / Electric Sky Theory)

"ถ้าโลกแบนแล้วดาวอื่น ๆ แบนด้วยมั๊ย"
Electric Universe / Plasma Universe / Electric Sky Theory

เรามาเข้าใจกันก่อนว่า "ดวงดาว" คืออะไร สถานะของดาวคือพลาสมา ซึ่งเป็นสถานะลำดับที่ 4 ของสสาร พลาสมาประกอบไปด้วยอนุภาคหรืออะตอมที่มีประจุไฟฟ้ารวมตัวกันอยู่ในลักษณะก๊าซ เมื่อมีอุณหภูมิสูงจะแตกตัวออกเป็นไอออนและเปลี่ยนสถานะเป็นพลาสมา 

What Exactly Is Plasma?


Plasma, The Most Common Phase of Matter in the Universe

99% ของสสารในอวกาศเป็นพลาสมา ดวงอาทิตย์และดวงดาวคือพลาสมา รวมถึง สายฟ้า (lightning) แสงเหนือ (Aurora Borealis) แสงนีออน ฯลฯ 



สสารในสถานะพลาสมานี้ถูกกล่าวถึงครั้งแรกโดยเซอร์ วิลเลียม ครูกส์ (Sir William Crookes) ในปี 1879 จากการทดลองของเขาโดยใช้หลอดแก้วสูญญากาศ (crookes tube) 


ต่อมาปี 1928 เออร์วิง แลงมัวร์ (Irving Langmuir) ได้เรียกก๊าซที่มีการแตกตัวเป็นไอออนนี้ว่า "พลาสมา" ดร. เออร์วิงเป็นทั้งนักเคมีและนักฟิสิกส์ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเคมีในปี 1932 


ดร. เออร์วิง แลงมัวร์


เขาเป็นผู้คิดค้นการสร้างฝนเทียม (cloud seeding) 

Irving Langmuir และนักวิทยาศาสตร์หลายคน เช่น Christian Birkeland (Norway, 1876-1917) และ Hannes Alfvén (Sweden, 1908-1995, Nobel prize 1970) มีความเห็นเกี่ยวกับอวกาศในระบบที่แตกต่างจากวิทยาศาสตร์กระแสหลัก (mainstream science) 

Christian Birkeland 
คริสเตียน เบิร์คแลนด์ เป็นนักวิทยาศาสตร์ชั้นแนวหน้าที่เข้าร่วมการสำรวจขั้วโลกเหนือ เขาศึกษาปรากฎการณ์เกี่ยวกับไฟฟ้าทั้งหลายทั้งในห้องทดลองและในพื้นที่จริง รวมถึงปรากฎการณ์แสงเหนือและอธิบายการเกิดแสงเหนือด้วยความรู้ด้านแม่เหล็กไฟฟ้า เขาอาจจะไม่เคยได้รับรางวัลโนเบลแต่ก็ได้รับการเสนอชื่อหลายครั้ง และประเทศนอร์เวย์ได้ใช้ภาพของเขาอยู่หลังธนบัตร 200 โครนด้วย


Hannes Alfvén
ฮานส์ อัลเฟน อาจจะถูกเรียกได้ว่าเป็นบิดาของแนวความคิดเรื่องจักรวาลระบบไฟฟ้าเลยก็ว่าได้ เขาได้รับรางวัลโนเบลในปี 1970 จากการศึกษาเรื่องนี้ แม้ว่างานวิจัยของเขามักจะถูกเพิกเฉยจากนักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่



ระบบจักรวาลไฟฟ้า (Electric Universe) มีข้อสันนิษฐานว่า
1. อวกาศไม่ได้ว่างเปล่าแต่เต็มไปด้วยพลาสมา
2. เทหวัตถุทั้งหลายไม่ได้มีสภาวะเป็นกลางทางไฟฟ้าแต่มีประจุไฟฟ้า รวมทั้งดวงอาทิตย์และดาวเคราะห์ต่าง ๆ
3. ปฏิสัมพันธ์ระหว่างเทหวัตถุนั้นส่วนใหญ่เป็นแม่เหล็กไฟฟ้า (แม่เหล็กไฟฟ้ามีกำลังแรงมากกว่าแรงโน้มถ่วง)
4. เป็นระบบจักรวาลแบบคงที่ ไม่มีจุดเริ่มต้น ไม่มีจุดจบ
5. ไม่มีบิ๊กแบง
6. ไม่จำเป็นต้องมีหลุมดำ สสารมืด พลังงานมืด ...

(อ้างอิงจาก David Talbott and Wallace Thornhill, The Electric Universe) 


คำถามว่าลักษณะของดาวอื่นแบนด้วยไหม?? 

เรามาดูหลักการทางวิทยาศาสตร์อธิบายเกี่ยวกับพลาสมาว่ายังไงบ้าง

1) การเกิดพลาสมาต้องอยู่ในสภาวะที่มีอุณหภูมิสูงและมีความหนาแน่น
2) พลาสมาเป็นตัวนำไฟฟ้าและทำความร้อนได้เร็วมากและยังสามารถแปรสภาพเป็นตัวนำไฟฟ้าโดยอาศัยสนามแม่เหล็กไฟฟ้าได้ด้วย
3) พลาสมามีก๊าซเป็นส่วนประกอบและคุณสมบัติของก๊าซต้องอยู่ในภาชนะที่เป็นระบบปิด 


 


คลิปนี้อธิบายเรื่องลักษณะการทำงานของดวงอาทิตย์โดยใช้ลูกพลาสมาบอล (เคยเขียนบทความเกี่ยวกับการทำงานของดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ในโมเดลโลกแบนไว้แล้วที่นี่ https://flatearthmatters.blogspot.com/2018/09/23.html)

Explaining the Sun with a Plasma Ball

คำตอบ

ถ้าจะตอบว่าดวงดาวมีลักษณะอย่างไรก็คงตอบตามลักษณะ (characteristic) ของก๊าซเพราะเป็นองค์ประกอบหลักของพลาสมา ลักษณะของก๊าซมีรูปร่างที่ไม่แน่นอนสามารถเปลี่ยนไปตามลักษณะของภาชนะและมีปริมาตรแตกต่างกันตามขนาดของภาชนะที่ใส่ (indefinite shape and indefinite volume) เพราะฉะนั้นดวงดาวอาจจะกลมหรือแบนก็ได้เพราะมีรูปร่างไม่แน่นอน

ทีนี้ลองมาดูว่าดวงดาวที่นักเล่นกล้องใช้กล้อง Nikon P900 ซูมภาพมาให้ดูกับที่นาซ่าทำมาให้ดูมันเหมือนกันไหม



Nikon P900 Stars- Real Stars and Planets vs NASA images. Stars are not what they tell us!



เมื่อประมาณสองอาทิตย์ที่แล้วมีคลิปนี้ออกมาและมีเนื้อหาน่าสนใจมาก เป็นคลิปที่นักข่าวสัมภาษณ์ Prof. R. Foster เมื่อปี 1965 เกี่ยวกับดวงจันทร์ โดยอธิบายว่าดวงจันทร์ไม่ใช่ก้อนหินแต่เป็นพลาสมาซึ่งทฤษฎีนี้ได้รับการยืนยันมาแล้วตั้งแต่ปี 1958 นักข่าวถามต่อว่า "แล้วผลลัพธ์จะเป็นอย่างไรหากโปรเฟสเซอร์สามารถพิสูจน์ได้ว่าทฤษฎีนี้ถูกต้อง" โปรเฟสเซอร์ฟอสเตอร์ตอบว่า "ถ้าหากดวงจันทร์เป็นพลาสมาจริงก็จะไม่สามารถมีมนุษย์คนใดสามารถไปเยือนดวงจันทร์ได้ การพยายามนำยานลงจอดย่อมล้มเหลว ซึ่งหมายความว่ามวลของดวงจันทร์นั้นน้อย น้อยกว่าที่เราคาดการณ์ไว้มาก จึงทำให้มันมีสถานะทางพลังงานน้อยกว่า มวลน้อยกว่า ซึ่งก็หมายความว่าดวงจันทร์ไม่สามารถใช้อธิบายเกี่ยวกับน้ำขึ้น-น้ำลงได้..... และถ้าเราพิสูจน์ได้ว่าดวงจันทร์เป็นพลาสมาก็จะทำให้ทฤษฎีแรงดึงดูดทั้งหมดล้มเหลวไปด้วย ดังนั้นแนวคิดเกี่ยวกับจักรวาลและกฎของมันก็ต้องได้รับการกำหนดกันใหม่"


1965 scientist claims the moon is plasma - UNCUT | RetroFocus



1965 scientist claims the moon is plasma, landing on it won’t be possible

------------------------------------------------------------


วันจันทร์ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2562

38) สุริยุปราคาและจันทรุปราคาในโมเดลโลกแบน

การเกิดสุริยุปราคา

คำอธิบายจากเพจโลกแบนฯ เรื่องสุริยุปราคาที่เกิดในสหรัฐอเมริกาวันที่ 21 ส.ค. 2017



ลิงค์เพิ่มเติม

ภาพ simulation ของสุริยุปราคาที่เกิดขึ้นในประเทศสหรัฐอเมริกาในวันที่ 21 ส.ค. 2017 จะเห็นว่าเงาที่เกิดขึ้นบนดวงอาทิตย์มันเคลื่อนจากทิศตะวันตกไปทางทิศตะวันออก (ขวาไปซ้าย) ซึ่งเหตุผลที่ทางระบบสุริยะอธิบายการเกิดสุริยุปราคาเพราะว่าเกิดจากดวงจันทร์โคจรมาอยู่ระหว่างโลกและดวงอาทิตย์จึงเกิดการบังแสงและเห็นเป็นเงาบนพื้นโลก แต่ในเมื่อดวงจันทร์โคจรจากทิศตะวันออกมาทิศตะวันตกแนวเดียวกันกับดวงอาทิตย์แล้วทำไมเงาที่เกิดจึงสวนทางกัน??

Total Solar Eclipse U.S.A. Aug 21st, 2017 (Simulation) ★★★★★



Total Solar Eclipse 2017 from Carbondale, Illinois, 21 August 2017





THE SCIENTISTS WAS WRONG! SOLAR ECLIPSE THEORY DEBUNKED 100%

อีกเรื่องนึงที่น่าสงสัยการเกิดสุริยุปราคาในโมเดล Heliocentric บอกว่าเกิดจากเงาที่ดวงจันทร์โคจรเข้ามาบังแสงจากดวงอาทิตย์ที่ส่องมายังโลก แต่ทำไมเราไม่เคยเห็นดวงจันทร์ลอยเข้ามาในระหว่างที่เราเฝ้าดูสุริยุปราคาเลยซักครั้ง อย่างอันนี้ถ่ายตอนเกิดสุริยคราสบนเครื่องบินก็ไม่เห็นดวงจันทร์ลอยเข้ามานะ

Total Solar Eclipse 20.03.2015 from plane (timelapse)
https://youtu.be/dxBoVH0GQWw

การเกิดจันทรุปราคา

มีเหตุการณ์จันทรุปราคาที่เกิดในช่วงเวลาเดียวกันกับที่ดวงอาทิตย์อยู่พ้นขอบฟ้า ซึ่งมันมีสิ่งผิดปกติที่ไม่เป็นไปตามหลักการในโมเดลโลกกลม บางครั้งจันทรุปราคาในบางพื้นที่เกิดตอนช่วงที่ดวงอาทิตย์ลอยพ้นเส้นขอบฟ้ามาแล้ว แต่เงาคราสที่เราเห็นมันเกิดขึ้นจากทางด้านบน ซึ่งที่จริงตามโมเดลในภาพด้านล่างนี้เราต้องเห็นคราสที่เกิดจากเงาของโลกที่เข้ามาบังแสงอาทิตย์และเงาต้องมาจากด้านล่าง ตามหลักการคือเราต้องเห็นดวงจันทร์มีเงามืดที่ด้านล่างและด้านบนสว่าง




แต่จันทรุปราคาในคลิปนี้เงาคราสมาจากด้านบน และเกิดตอนที่ดวงอาทิตย์ยังอยู่เหนือเส้นขอบฟ้า เกิดขึ้นวันที่ 10 ธันวาคม 2011 ที่รัฐนิวเม็กซิโก ประเทศสหรัฐอเมริกา

Lunar Eclipse December 10 2011.mov

ซึ่งเป็นเหตุการณ์จันทรุปราคาเกิดตอนการเช้าตรู่ ดวงจันทร์กำลังลอยไปลับขอบฟ้าส่วนดวงอาทิตย์ขึ้นพ้นขอบฟ้ามาแล้วเพราะฟ้าเริ่มสว่างขึ้นเรื่อย ๆ แปลว่าทั้งดวงจันทร์และดวงอาทิตย์อยู่พ้นขอบฟ้าทั้งคู่ ถ้างั้นเงาคราสที่พาดทับบนดวงจันทร์คือเงาของโลกในจังหวะไหน??



มีอีกคลิปนึง การเกิดจันทรุปราคาแบบนี้ภาษาอังกฤษเรียกว่า selenelion (A lunar eclipse occurring as the moon sets, simultaneously with sunrise.) แปลว่า การเกิดจันทรุปราคาในขณะที่ดวงจันทร์กำลังจะตกและดวงอาทิตย์กำลังขึ้น 


Impossible "selenelion" eclipse, Dec 2011


ส่วนคลิปนี้เป็นเหตุการณ์จันทรุปราคาที่เกิดขึ้นพร้อมกันกับดวงอาทิตย์อยู่เหนือเส้นขอบฟ้าเกิดขึ้นวันที่ 27 กันยายน 2015 จันทรุปราคาเกิดช่วงเย็นก่อนที่ดวงอาทิตย์จะตกในรัฐ Arizona ประเทศสหรัฐอเมริกา

FLAT EARTH Day time Lunar eclipse debunks cartoon theory

เงาคราสที่เกิดขึ้นเข้ามาทางด้านข้างของดวงจันทร์


ข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อการพิจารณา

เรายังไม่ได้รับรู้ข้อมูลทั้งหมดเกี่ยวกับวัตถุที่โคจรอยู่บนท้องฟ้าหรือที่นักดาราศาสตร์เรียกว่าเทห์ฟ้า (Astronomical object) อย่างเช่นวัตถุ 2 อย่างนี้ที่เรียกว่า ascending node (โหนดขึ้น) โคจรจากทิศใต้ขึ้นไปทางเหนือ และ descending node (โหนดลง) โคจรจากทิศเหนือลงไปใต้ ทั้งสอง node นี้มีอิทธิพลกับความชื้นและอุณหภูมิของโลกแตกต่างกัน 2 ช่วงเวลาคือกลางวันและกลางคืนตามเอกสารทางวิชาการด้านล่าง



ซึ่งก็น่าแปลกที่โมเดล Heliocentric ใช้เครื่องหมายของทั้งสอง node นี้เหมือนกันกับเครื่องหมายของ 'ราหู' และ 'เกตุ' ของโมเดล Geocentric 




และเครื่องหมายนี้ก็ถูกใช้กับเรื่องโหราศาสตร์ด้วยเช่นกัน
ในโมเดล Heliocentric ทั้งสอง node จะโคจรตัดกันแบบนี้















บางตำราจะเรืยกทั้งสอง node นี้ว่า Lunar Node






NASA เองก็มีเอกสารที่ศึกษาข้อมูลของทั้งสอง nodes นี้เยอะอยู่







คลิปนี้เป็นการบรรยายในวิชาฟิสิกส์ของมหาวิทยาลัย Brock University ในประเทศแคนาดาอธิบายว่าทั้งสอง node เกี่ยวข้องกับการเกิดสุริยุปราคาและจันทรุปราคา


ASTR 1P01, CLIP 42: The Line of Nodes; When Eclipses can Occur

ไม่รู้ว่าวิชาฟิสิกส์ดาราศาสตร์ในประเทศไทยสอนเกี่ยวกับทั้งสอง node นี้ไหม แต่เจอตำราเล่มนี้ Secrets of the Tide: Tide and Tidal Current Analysis and Applications, Storm Surges and Sea Level Trends เขียนโดย Prof. John D. Boon จากมหาวิทยาลัย Virginia School of Marine Science ประเทศสหรัฐอเมริกา อธิบายไว้ว่าทั้งสอง node เกี่ยวข้องกับน้ำขึ้น-น้ำลง



ตามข้อมูลทางดาราศาสตร์ดั้งเดิมของไทยเรามีคำว่า 'นพเคราะห์' คือมีเทหวัตถุบนฟ้าอยู่ 9 ชนิด คือ จันทร์ อังคาร พุธ พฤหัส ศุกร์ เสาร์ และอาทิตย์ และ 2 ชนิดนี้เราเรียกว่าราหูและเกตุ ไม่ได้เป็นดาวแต่มีลักษณะเป็นเงาคราสซึ่งทำให้เกิดสุริยุปราคาและจันทรุปราคาในโหราศาสตร์ไทยและในโมเดลโลกแบน ส่วนคำว่า ascending แปลว่าเคลื่อนที่ขึ้น และ descending คือการเคลื่อนที่ลง เมื่อดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ผ่านจุดตัดของทั้งสอง node นี้จึงเกิด "สุริยคราส" และ "จันทคราส"




Flat Earth - The Great American Solar Eclipse August 21, 2017

------------------------------------------------

37) ตอบคำถามจาก inbox เรื่อง 'ปล่องที่เชื่อมระหว่างขั้วโลกเหนือและขั้วโลกใต้ กับ สุริยุปราคา'

37) ตอบคำถามจาก inbox เรื่อง 'ปล่องที่เชื่อมระหว่างขั้วโลกเหนือและขั้วโลกใต้ กับ สุริยุปราคา'

1. คนแรกถามเรื่องปล่องที่เชื่อมระหว่างขั้วโลกเหนือกับขั้วโลกใต้มีจริงหรือไม่


The Deepest Hole in the World, And What We've Learned From It




2. คนที่สองถามมาสั้น ๆ 'ทำไมโลกแบนครับ' แล้วต่อด้วยเรื่องสุริยุปราคา


คลิปที่ให้ดูคือลิงค์นี้


Amazing Satellite Zoom Shows People Upside Down in Australia! ✅ (Mirrored from Eric Dubay)



ให้ดูรูปชัด ๆ 





ลิงค์ที่แปะให้อ่านคืออันนี้ https://flatearthmatters.blogspot.com/2018/07/22.html





Live Views of Starman



คลิปที่แปะคืออันนี้ ก็พิจารณากันเอาเองว่าจะเชื่อสิ่งที่ตาเห็นหรือเชื่อคำบอกเล่าจากคนอื่น


Flying American Flag on the Moon

-------------------------------------------------------