วันจันทร์ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2562

44) ตอบคำถามจาก inbox เรื่อง Copernicus และ Galileo



แอดอยากให้คุณทำความเข้าระบบจักรวาลแบบ Geocentric ของ Ptolemy ดูก่อนแล้วค่อยพิจารณาข้อมูลเปรียบเทียบกัน จากที่แอดค้นคว้ามาไว้ให้คือ Ptolemy เขียนตำราเกี่ยวกับดาราศาสตร์พร้อมการคำนวณการโคจรของดวงดาวไว้ทั้งหมด 13 เล่ม และเล่มสุดท้ายชื่อว่า Tetrabiblos เขียนเกี่ยวกับการพยากรณ์ตามสถิติที่เก็บข้อมูลมาตั้งแต่ยุคกรีกโบราณ ตำราของ Ptolemy ถูกใช้ศึกษาเกี่ยวกับเรื่องดาราศาสตร์และโหราศาสตร์มากว่า 1,400 ปี ก่อนที่ Copernicus จะนำเสนอทฤษฎี Heliocentric ออกมา (สมัยก่อนความรู้ด้านดาราศาสตร์และโหราศาสตร์ยังรวมกันอยู่ ผู้ที่เรียนด้านดาราศาสตร์ก็จะรู้และเข้าใจเรื่องการพยากรณ์ด้วย เพราะต้องใช้ความรู้ในส่วนนี้ทำนายเรื่องดิน ฟ้า อากาศ น้ำขึ้น-น้ำลง ฤดูกาลต่าง ๆ ด้วย)

ประเด็นที่น่าสนใจคือระบบจักรวาลแบบ Geocentric ที่มีโลกเป็นศูนย์กลาง อยู่นิ่ง ๆ ไม่เคลื่อนที่ แต่มีดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ หมุนรอบโลก และการเคลื่อนที่ของดวงดาวมีลักษณะเคลื่อนไปพร้อมกันตามทรงกลมฟ้า (Celestial sphere) ที่มีลักษณะเป็นเส้นโค้ง (arc) โมเดลของระบบจักรวาลแบบ Geocentric ไม่ได้มีข้อผิดพลาดอะไร แต่เหตุผลของการเปลี่ยนให้เป็นระบบ Heliocentric ด้วยเหตุผลที่ว่าการเคลื่อนที่ของดวงดาวที่ Ptolemy อธิบายไว้มีความซับซ้อนมาก ดาวบางดวงมีการเคลื่อนแบบย้อนหลัง (retrograde) และระบบจักรวาลของ Copernicus นำเสนอโมเดลที่ดูง่ายกว่าเป็นไปตามหลักปรัชญาของ Occam's Razor (Ockham’s Razor) ที่บอกว่า "เราไม่ควรสร้างข้อสมมุติฐานเพิ่มเติมโดยไม่จำเป็น" หรือ "ทฤษฎีไม่ควรซับซ้อนเกินความจำเป็น"


มีนักคณิตศาสตร์หลายคนในปัจจุบันก็ยังศึกษาตำราของ Ptolemy อยู่ มีงานวิชาการอยู่ชิ้นนึงของ Jayant Shah ตีพิมพ์ในวารสาร Annals of Mathematical Sciences and Applications Volume 3, Number 1, 7–29, 2018 ได้ตรวจสอบความถูกต้องของการคำนวณเกี่ยวกับการเกิดสุริยุปราคาจากตำราโบราณ 3 ชิ้น คือตำรา Almagest ของ Ptolemy ตำรา Shoushihli ของจีน และ Tantrasangraha ของอินเดีย จากการทดสอบทางสถิติก็พบว่าการคำนวณของ Ptolemy มีความถูกต้องมากที่สุด พบข้อผิดพลาดเพียงแค่ 3https://www.intlpress.com/site/pub/pages/journals/items/amsa/content/vols/0003/0001/a001/index.php

แม้ว่า Copernicus นำเสนอระบบจักรวาลที่มีดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลางออกมาตั้งแต่ปี 1543 ชาวยิวซึ่งนิยมศึกษาเรื่องดาราศาสตร์ก็ยังใช้ตำราของ Ptolemy อยู่อีกกว่า 200 ปี และเพิ่งรับเอาระบบจักรวาลแบบ Copernicus มาสอนในโรงเรียนยิวเมื่อต้นศตวรรษที่ 19 นี่เอง


แล้วถ้า Copernicus ศึกษาเอกสารของ Ptolemy และรู้รายละเอียดทั้งหมดเกี่ยวกับการคำนวณและวงโคจรของดาวที่เก็บสถิติมาแล้วเป็นพันปี แล้วนำเสนอโมเดลใหม่ที่ตรงกันข้ามกัน แต่เนื้อในมีรายละเอียดเหมือนกันเพราะในเมื่อสิ่งที่ Ptolemy เขียนไว้มันถูกต้องอยู่แล้ว แบบนี้เรียกว่าเป็นการลอกผลงาน (pagiarism) หรือเปล่า??

แอดรวบรวมบทความที่เขียนเกี่ยวกับระบบจักรวาลแบบ Geocentric และประวัติของ Ptolemy ไว้ให้ตามนี้เลย
15) ที่มาที่ไปของระบบสุริยะ Heliocentric Model
https://flatearthmatters.blogspot.com/2018/04/15-heliocentric.html
21) ต้นกำเนิดแผนที่แบบ Azimuthal Equidistant (AE) ของ Giovanni Domenico Cassini
https://flatearthmatters.blogspot.com/2018/07/blog-post.html
36) ตอบคำถามจากใน inbox 'ทำไมโลกต้องแบนเป็นรูปวงกลม' (20 มี.ค. 2562)
https://flatearthmatters.blogspot.com/2019/04/36-inbox-20-2562.html
20) ความรู้ด้านดาราศาสตร์และแผนที่โลกแบนในยุคเริ่มต้น
https://flatearthmatters.blogspot.com/2018/07/20.html

สำหรับประเทศไทยเราเพิ่งได้รับอิทธิพลความเชื่อเรื่องโลกกลมและระบบจักรวาลของ Copernicus ในปลายรัชกาลที่ 3 และรัชกาลที่ 4 ก็ทรงศึกษาดาราศาสตร์ทั้งสองแบบ และท่านก็มีความรู้ความสามารถในศาสตร์การพยากรณ์ด้วยเช่นกัน ในการคำนวณสุริยุปราคาท่านก็คำนวณได้แม่นยำกว่านักดาราศาสตร์ชาวตะวันตกเนื่องจากใช้ความรู้ทั้งสองศาสตร์บูรณาการกัน
26) ความรู้เรื่องจักรวาลของชาวสยามในอดีต (https://flatearthmatters.blogspot.com/2018/11/26.html)
35) องค์ความรู้ในการสร้างกำแพงเมืองเชียงใหม่บนพื้นฐานความรู้เรื่องโลกแบน โดย รศ. สมัย ยอดอินทร์ (https://flatearthmatters.blogspot.com/2019/01/35.html)

ตอบคำถาม

การเสนอแนวคิดเรื่องโลกกลมไม่ได้เริ่มต้นจาก Copernicus แต่มีมาตั้งแต่สมัยกรีกโบราณตามที่มีการบันทึกไว้สามารถย้อนหลังไปถึงพิธากอรัสที่มีชีวิตอยู่ในช่วง 530 ปีก่อนคริสตกาล พิธากอรัสเชื่อว่าโลกกลมแต่เป็นศูนย์กลางของจักรวาล โดยมีดวงจันทร์ ดาวพุธ ดาวศุกร์ ดวงอาทิตย์ ดาวพฤหัส ดาวเสาร์ และดวงดาวอื่น ๆ หมุนรอบโลก


พิธากอรัสเป็นปราชญ์ชาวกรีกที่ผู้คนให้ความเคารพนับถือมาก นอกจากจะเก่งด้านคณิตศาสตร์แล้วพิธากอรัสยังสอนเกี่ยวกับความเชื่อทางศาสนา Orphism ซึ่งถือเป็นศาสนาโบราณด้วย แม้ว่าพิธากอรัสจะไม่มีงานเขียนอะไรเป็นชิ้นหลักฐานให้ค้นคว้าแต่เราสามารถศึกษาแนวคิดของเขาตามคำสอนที่ตกทอดมากับสาวก ซึ่งผู้ที่ศึกษาศาสนานี้ก็มีทั้งเพลโตและอริสโตเติล

พิธากอรัสให้ความสำคัญกับตัวเลขมาก และคิดว่าทุกสิ่งในธรรมชาติสามารถแทนค่าได้ด้วยตัวเลข ซึ่งเป็นแนวคิดที่ได้รับการยอมรับและแพร่หลายมากในทางตะวันตก แต่ รศ.สมัย  ยอดอินทร์ อาจารย์สอนคณิตศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่เคยแสดงความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ในบทความชื่อ "เสาหลักเมืองเชียงใหม่ แทนทฤษฎีพิธากอรัสได้อย่างไร" ซึ่งเป็นบทความที่อธิบายการสร้างกำแพงเมืองเชียงใหม่โดยใช้องค์ความรู้ของโลกแบนไว้ดังนี้



อ่านบทความฉบับเต็มได้ที่ลิงค์นี้ 35) องค์ความรู้ในการสร้างกำแพงเมืองเชียงใหม่บนพื้นฐานความรู้เรื่องโลกแบน โดย รศ. สมัย ยอดอินทร์ (https://flatearthmatters.blogspot.com/2019/01/35.html)

พิธากอรัสมีประวัติที่น่าสนใจมาก อริสโตเติลเขียนบันทึกไว้ว่าพิธากอรัสมีต้นขาเป็นสีทองซึ่งเผยให้เห็นในที่สาธารณะเมื่อตอนการแข่งกีฬาโอลิมปิค และในตำนานของชาวโรมันบอกไว้ว่าพิธากอรัสคือลูกของพระอาทิตย์ มีบทกลอนที่กล่าวถึงตำนานของพิธากอรัสไว้ว่า

"พิธากอรัส, บุตรผู้ที่ซึ่ง Pythias (แม่ของพิธากอรัส) ให้กำเนิดแก่อพอลโล, ผู้เป็นที่รักแห่งซุส 
เธอ (หมายถึง Pythias) ผู้ที่เป็นที่รักที่สุดแห่งพวกเราชาวเซเมียนส์"



Man, Myth, Mathematician - Pythagoras of Samos - Genius


และที่จริงแล้วผู้ที่เสนอว่าโลกไม่ได้เป็นศูนย์กลางของระบบจักรวาลคือ Philolaus ซึ่งเป็นลูกศิษย์ของพิธากอรัส




ต่อมาอริสโตเติล นักปราชญ์ชาวกรีกที่มีชีวิตในยุค 384 ปีก่อนคริสตกาล ก็มีความเห็นว่าโลกกลมด้วยการสังเกตและใช้ตรรกะในการอธิบาย


Aristotle's Conclusion
https://www.youtube.com/watch?v=2Nns_f_KqAA 


จากในคลิปด้านบนอธิบายเหตุผลที่อริสโตเติลคิดว่าโลกกลมเพราะ
1) อริสโตเติลคิดว่าเงาของโลกไปบังแสงจากดวงอาทิตย์ทำให้เกิดจันทรุปราคา แต่ในตำราของ Ptolemy ได้อ้างถึงโมเดลการเคลื่อนที่ของดวงจันทร์จากทฤษฎีของ Hipparachus นักดาราศาสตร์ นักภูมิศาสตร์ และนักคณิตศาสตร์ชาวกรีกที่มีชีวิตอยู่ในช่วง 190 - 120 ปีก่อนคริสตกาล ซึ่งค้นพบ Lunar Nodes และแอดเคยเขียนเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้แล้วตามบทความนี้เลย (38) สุริยุปราคาและจันทรุปราคาในโมเดลโลกแบน https://flatearthmatters.blogspot.com/2019/04/38.html)


2) อริสโตเติลสังเกตเห็นว่าถ้ายิ่งเดินทางไปทางทิศใต้เรื่อย ๆ เราจะไม่เห็นดาวเหนือ ข้อนี้เป็นเรื่องของข้อจำกัดของสายตามนุษย์ เราจะมีจุด vanishing point เป็น blind spot ที่เราจะมองไม่เห็นและเป็นไปตามกฎ perspective



สองคลิปนี้อธิบายละเอียดดีมาก ลองฟังดู

FLAT EARTH - SOUTHERN STARS ROTATION EXPLAINED, Why Sun sets at South West?

Flat Earth Star Trails Explained

3) อริสโตเติลสังเกตเห็นว่าด้านล่างของเรือที่ลอยออกไปในทะเลจะค่อย ๆ หายไป เลยเข้าใจว่าเป็นเพราะโลกโค้งลง ซึ่งปัจจุบันเราก็พิสูจน์ได้แล้วว่าการที่ด้านล่างของเรือหายไปไม่ใช่เพราะความโค้งของโลกแต่เป็นไปตามกฏ perspective ลองดูคลิปการใช้กล้องซูมภาพเข้าไปเราก็ยังเห็นเรือวิ่งตรงไปเรื่อย ๆ และด้านหน้าเรือเราก็ยังเห็นว่ามีผืนน้ำอยู่อีกระยะหนึ่ง

zooming in on boats behind the 'curve' ;)


A simple demonstration of perspective not curvature.


ส่วนประเด็นที่บอกว่าโลกหมุนรอบตัวเองเพราะสังเกตเห็นแสงที่จะปรากฎ ณ จุดเดิมทุก 24 ชม. 
ถ้าคำว่า "แสง" ในที่นี้หมายถึงดวงอาทิตย์ก็สามารถอธิบายได้ในโมเดลโลกแบนตามนี้ คือเป็นเรื่องของ convergent line ตามกฎ perspective ที่เราจะเห็นดวงอาทิตย์ลอยสูงขึ้นจากทิศตะวันออก และอยู่ตรงกับศรีษะในตอนกลางวัน พอตอนเย็นเมื่อดวงอาทิตย์กำลังจะตกเราก็จะเห็นว่ามันลอยต่ำลง เหมือนกับเวลาเราเห็นเสาไฟ รางรถไฟ หรือเครื่องบินบินไกลออกไปและดูเหมือนว่ามันจะค่อย ๆ ต่ำลง



คำอธิบายพร้อมภาพประกอบจาก Eric Dubay


How Sunsets Work on Flat Earth

แต่ดวงอาทิตย์ไม่ได้ลอยต่ำลงจนจมหายลับไปที่เส้นขอบฟ้า แต่ที่จริงมันโคจรเป็นวงกลมขนานไปกับพื้นโลกลองดูคลิปนี้


Flat Earth Proof: Sunset off Phuket


ซึ่งก็สอดคล้องกับลักษณะการใช้เข็มทิศตามที่คลิปนี้อธิบาย


Circumnavigation for Dummies
https://www.youtube.com/watch?v=vuOXLwvTlqc


ลองดูภาพดวงอาทิตย์ตกของนาซ่าบ้าง จะเห็นว่าแสงจากดวงอาทิตย์กินบริเวณกว้างมากซึ่งก็เป็นไปได้ถ้าดวงอาทิตย์ใหญ่มากและอยู่ไกลถึง 93 ล้านไมล์อย่างที่ระบบ Heliocentric บอกไว้



แต่ในความเป็นจริงเป็นอย่างนั้นหรือเปล่า ลองดูภาพจากบอลลูนตรวจสภาพอากาศ จะเห็นว่าแสงจากดวงอาทิตย์ไม่ได้กินบริเวณกว้างมากนัก

Flat Earth ... Sunset at 22 miles Up - High Altitude Balloon
https://www.youtube.com/watch?v=ihc-xW1uotw


คลิปนี้โพสบ่อยแล้วเราจะเห็นว่าแสงของดวงอาทิตย์ไม่ได้สว่างมาก ส่วนที่เป็นตอนกลางคืนมีดวงจันทร์เต็มดวงแต่ก็ยังมืดสนิท จากทั้งสองคลิปนี้ก็สามารถบอกได้ว่าดวงอาทิตย์ไม่ได้ดวงใหญ่มาก และไม่ได้อยู่ห่างไกลจากโลกมากขนาด 93 ล้านไมล์แบบที่ระบบสุริยะให้ข้อมูลไว้



และที่จริงแล้วดวงอาทิตย์ไม่ได้ขึ้น-ลง ณ จุดเดิมทุกครั้ง อย่างในภาพนี้ช่างภาพตั้งกล้องถ่ายดวงอาทิตย์ตก ณ จุดเดิมเป็นเวลา 6 เดือน จะเห็นว่ามันขยับไปเรื่อย ๆ (สำหรับเรื่องนี้ไว้จะเขียนเพิ่มเติมให้อีกทีเพราะสามารถใช้อธิบายเรื่องฤดูกาลได้ด้วย)


--------------------------------------------------------------------------

วันอังคารที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

43) Dr. Auguste Piccard นักวิทยาศาสตร์ผู้กล่าวว่าโลกแบน

บทความนี้เริ่มจากการเห็นคลิปข่าว Solar Impulse 2 จากคลิปนี้ โดยมีนักบินชื่อ Bertrand Piccard ซึ่งตระกูล Piccard มีประวัติที่น่าสนใจตามรายละเอียดด้านล่าง


ประวัติตระกูล Piccard

รุ่นปู่ Auguste Piccard

Dr. Auguste Piccard (1884 - 1962) เป็นนักฟิสิกส์ชาวสวิสมีชื่อเสียงโด่งดังมากจากการสร้างห้องโดยสารผูกติดกับบอลลูนลมร้อนเพื่อขึ้นไปศึกษาชั้นบรรยากาศของโลกเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 1931(ครบรอบ 88 ปีพอดี) Auguste Piccard และ Charles Kipfer ผู้ช่วยของเขาสามารถลอยขึ้นไปศึกษาเกี่ยวกับรังสีคอสมิกได้ถึงชั้น Stratosphere สูงจากโลกขี้นไปประมาณ 15.84 กม. (เครื่องบินพาณิชย์บินสูงประมาณ 10 กม.)

Professor Piccard


Prof. Auguste Piccard พร้อมครอบครัวและผู้ช่วย Charles Kipfer



Dr. Piccard อยู่ในยุคเดียวกับไอน์สไตน์และเขาเคยให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับโลกไว้ในนิตยสาร Popular Science ฉบับเดือนสิงหาคม 1931 ว่า

"It seemed a FLAT DISK with upturned edge" 

โลกดูเหมือนจะแบนและเป็นวงกลมเหมือนแผ่นดิสก์และมีขอบสูงขึ้นมา




Dr. Piccard มีชื่อเสียงด้านวิทยาศาสตร์มากและมีคาแรคเตอร์ที่โดดเด่นเลยถูกนำไปเป็นตัวการ์ตูนชื่อ Prof. Calculus (ศาสตราจารย์แคลคูลัส) ในเรื่องตินตินผจญภัย และนามสกุลของเขาก็ถูกใช้เป็นนามสกุลของ Captain Jean Luc Picard ในเรื่อง Star Trek ด้วย


Tintin: The Real Professor Calculus
หนังสือเรื่อง Earth, Sky, and Sea ของ Dr. Auguste Piccard ตีพิมพ์ปี 1956
https://archive.org/details/earthskysea00picc

ตระกูล Piccard ถือได้ว่าเป็นนักผจญภัยทั้งตระกูลเลยก็ว่าได้เพราะฝาแฝดของ Dr. Auguste ชื่อว่า Dr. Jean Felix Piccard เป็นอาจารย์สอนด้านวิศวกรรมการบินอยู่ที่ University of Minnesota ก็สามารถใช้บอลลูนลอยขึ้นไปสูงถึง 17 กม. ในปี 1934 


รุ่นลูก Jacques Piccard

ต่อมา Dr. Auguste Piccard และลูกชาย Jacques Piccard ร่วมกันพัฒนาห้องโดยสารสำหรับเรือดำน้ำ และในปี 1960 Jacques Piccard ได้ลงไปสำรวจใต้มหาสมุทรร่วมกับ Don Walsh (นายทหารเรือชาวอเมริกัน) โดยใช้เรือดำน้ำที่ชื่อว่า The Trieste ลงไปสำรวจมหาสมุทรในระดับที่ลึกที่สุดเท่าที่เคยมีมนุษย์ลงไปได้ตรงจุดที่เรียกว่า Mariana Trench (ร่องลึกมาเรียนา) ลึกประมาณ 10,994 เมตร (10.99 กม.)

Jacques Piccard and Don Walsh: Into the Marianas
https://www.youtube.com/watch?v=bTwHK2kn1hA


ถึงแม้ว่าการสำรวจใต้ทะเลลึกครั้งนี้จะเป็นความลึกที่ลึกที่สุดเท่าที่มนุษย์เคยทำได้ แต่ก็ยังไม่ลึกเท่าหลุม Kola Superdeep Borehole ที่ถูกขุดลึกที่สุดในโลก 12.3 กม. ซึ่งอยู่ในรัสเซีย

The Deepest Hole in the World, And What We've Learned From It

จากหลักฐานทั้งสองชิ้นนี้ การลงไปใต้ท้องทะเลที่ลึกที่สุด (10.99 กม.) ของ Jacques Piccard และหลุม Kola Superdeep Borehole ที่ถูกขุดลึกที่สุดบนผิวโลก (12.3 กม.) เป็นความลึกที่มนุษย์เคยทำการพิสูจน์ได้ซึ่งก็ยังไม่พ้นเปลือกโลก (crust) ที่มีระยะทางประมาณ 40 กม.ในทฤษฎีโลกกลมเลย ถ้าคำนวณเป็นเปอร์เซ็นต์ก็ได้แค่ 0.19% ของระยะทางจากผิวโลกไปถึงใจกลางโลก (6,370 กม.)


รุ่นหลาน Bertrand Piccard

ต่อมารุ่นหลานของตระกูล Bertrand Piccard ลูกชายของ Jacques Piccard เคยล่องบอลลูนรอบโลกสำเร็จมาแล้วในปี 1999 Bertrand Piccard และ Brian Jones ล่องบอลลูนที่ชื่อว่า Breitling Orbiter 3 (ครั้งที่ 1 และ 2 ไม่สำเร็จ) เป็นบอลลูนที่ใช้ทั้งลมร้อนและแก๊สฮีเลียม


จุดเริ่มต้นคือเทือกเขาอัลไพน์ในประเทศสวิสเซอร์แลนด์เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 1999 และลงสู่พื้นดินที่ทะเลทรายในประเทศอียิปต์เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 1999 เป็นการเดินทางแบบลอยอยู่บนฟ้าตลอดไม่ได้หยุดพักเลยใช้เวลาทั้งหมด 19 วัน 21 ชม. 47 น. เป็นระยะทาง 46,666 กม. ที่จริงเป้าหมายที่ต้องการลงคือใกล้ ๆ กับปิระมิดแต่เนื่องจากลมแรงบอลลูนจึงถูกพัดไปไกลจากเป้าที่วางไว้กว่า 80 กม.

เส้นทางรอบโลกของบอลลูน Breitling Orbiter 3 ลอยขึ้นไปสูง 11,737 เมตร และอาศัยแรงลมจาก jet stream ในการเคลื่อนที่ สถิติที่บอลลูนถูกลมพัดเร็วที่สุดคือตอนที่อยู่เหนือทะเลทรายซาฮาราด้วยความเร็ว 142 ไมล์ต่อชั่วโมง (228.52กม./ชม.)





Breitling Orbiter 3: GOSH Documentary


ต่อมาในปี 2016 Bertrand Piccard ได้เดินทางรอบโลกอีกครั้งด้วยเครื่องบิน Solar Impulse 2 ที่ใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์เพียงอย่างเดียวในการขับเคลื่อนโดยไม่ได้ใช้น้ำมันเลย พวกเขาออกจากเมืองอาบูดาบี สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ในวันที่ 9 มีนาคม 2015 และกลับมาถึงเมืองอาบูดาบีอีกครั้งในวันที่ 23 กรกฎาคม 2016



Solar Impulse 2 เป็นเครื่องบินแบบที่นั่งเดียวและบอบบางมากความเร็วในการบินจึงจำกัดอยู่ที่ 70 กม./ชม.  การเดินทางครั้งนี้ Bertrand และ André ต้องสลับกันขับเครื่องบิน และจอดพักตามเมืองต่าง ๆ บางครั้งต้องใช้เวลารอนานหลายวันเพื่อให้สภาพอากาศดีไม่มีลมพายุฝนถึงจะขึ้นบินได้







What is Solar Impulse ?


Bertrand Piccard, Jacques Piccard และ Auguste Piccard

ภาพยนตร์โฆษณาของ Henessy ที่สร้างจากประวัติของตระกูล Piccard

Hennessy Presents 'The Piccards' [1080p]

**เพิ่มเติม**
1) ลักษณะการเคลื่อนที่ของลม jet stream กระแสน้ำ และอุณหภูมิของโลกสอดคล้องกับการวงโคจรของดวงอาทิตย์บนโมเดลโลกแบนมาก



 อุณหภูมิของโลกจะร้อนที่สุดตรงบริเวณเส้นศูนย์สูตร (equator) แต่สงสัยว่าคนทำโมเดลโลกกลมจะลืมไปว่าโลกต้องเอียงทำมุมกับดวงอาทิตย์ด้วย



การเคลื่อนที่ของดวงอาทิตย์ในโมเดลโลกแบนมี 3 วง 3 ระดับ (เอาไว้จะเขียนขยายความให้ละเอียดให้อีกทีนะ)


2) ที่จริงแล้าเราสามารถตรวจสอบการเคลื่อนที่ของลม คลื่น และอุณหภูมิของโลกได้จากเว็บไซต์ http://earth.nullschool.net โดยเลือกดูแผนที่แบบ Azimuthal Equidistant (หรือเรียกอีกชื่อนึงว่า north pole projection) แต่เมื่อปี 2017 เว็บได้ถอดเอาฟังก์ชันแผนที่แบบนี้ออก แต่ถ้าใครสนใจศึกษาเพิ่มเติมลองทำตามคำแนะนำนี้จะสามารถเรียกข้อมูลเก่าขึึ้นมาดูได้

--------------------------------------------------------------------------




วันศุกร์ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

42) ตอบคำถามเรื่อง Antarctica


คำถามถามมานิดนึง แต่คำตอบต้องตอบยาวหน่อยถึงจะเข้าใจ

1. สมาคมโลกแบน (Flat Earth Society) คือกลุ่มหน้าม้าหรือฝ่ายค้านแบบมีการจัดตั้งมา (shill หรือ controlled opposition) พวกเขาจะไม่ทำอะไรมากไปกว่าการใช้สื่อเป็นเครื่องมือเพื่อ discredit เรื่องโลกแบน ทำให้เป็นเรื่องตลกไร้สาระคนจะได้ไม่ต้องมาสนใจ เคยเขียนรายละเอียดไว้ในนี้แล้ว http://flatearthmatters.blogspot.com/2018/03/14.html


2. การเดินทางไป Antarctica ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับประชาชนทั่วไปเพราะต้องทำหนังสือขออนุญาตเข้าพื้นที่ตามสนธิสัญญา Antarctica Treaty (เริ่มใช้ปี 1959) มีการลงนามร่วมกันทั้งหมด 54 ประเทศ มีข้อกำหนดคือห้ามนำเรือ/เครื่องบินเข้ามาเลยเส้นละติจูดที่ 60 องศาใต้ หากต้องการนำเข้ามาต้องขออนุญาตก่อน


ขั้นตอนการขอนุญาตนั้นยุ่งยากมาก อย่างของประเทศอังกฤษก็มีข้อกำหนดหากใครจะนำเครื่องบินหรือเรือของสัญชาติอังกฤษเข้าพื้นที่ให้ทำเรื่องขออนุญาตตามขั้นตอนนี้ เอกสารนี้มาจากในลิงค์อยู่หน้า 10 https://assets.publishing.service.gov.uk/government/uploads/system/uploads/attachment_data/file/715771/Expedition_permit_application_guidance.pdf


3. ภาพกำแพงน้ำแข็ง (Ice wall) ที่ดีที่สุดคือภาพนี้ จากบริเวณ Ross Ice Shelf

Antarctica's Ice Walls - Amazing footage - Must Watch.


4. ความสูงของกำแพงน้ำแข็ง 

Icebreaker Agulhas at the Antarctica Iceshelf

5. สหรัฐอเมริกามีปฏิบัติการ Operation Deep Freeze ของหน่วยลาดตระเวนชายฝั่ง (United States Coast Guard) มาตั้งแต่ปี 1957 ซึ่งประจำการอยู่ที่สถานี McMurdo ภารกิจนี้รับผิดชอบการลาดตระเวนพื้นที่โดยรอบ และให้การสนับสนุนทางอากาศ ภาคพื้นดิน และทางน้ำ ดูแลการส่งเสบียง การเข้าออกพื้นที่ของนักวิทยาศาสตร์ที่ไปทำโครงการงานวิจัยต่าง ๆ ก็น่าแปลกว่า Antarctica ที่มีแต่น้ำแข็ง นกเพนกวิน สิงโตทะเล ฯลฯ จะเป็นพื้นที่ที่สหรัฐอเมริกาให้ความสำคัญมากถึงขนาดต้องมีหน่วยทหารมากำกับดูแล (อเมริกาทำภารกิจนี้ตั้งแต่ก่อนจะมีการลงนามใน Antarctica Treaty ในปี 1959 จนถึงปัจจุบัน)

Operation Deep Freeze I (released 1957)
https://www.youtube.com/watch?v=uA-1F5NSjsU


U.S. Coast Guard Cutter Polar Star breaks ice supporting Operation Deep Freeze 2018

U.S. Air Force In Antarctica • Operation Deep Freeze 2017

6. Scott Base นักวิจัยที่จะเข้าไปทำงานในสถานีวิจัยต่าง ๆ ก็ต้องมาฝึกอบรมการใช้ชีวิตที่ค่ายทหารก่อน อย่างถ้าใครจะไปทำงานที่ฐาน Scott Base ก็ต้องไปอบรมในค่ายทหารในประเทศนิวซีแลนด์


Scott Base, Antarctica (1965) (ABJC W3041/8)


7. Drake Passage หลายคนอาจจะคิดว่าต้องใช้กำลังทหารขนาดไหนในการตรวจตราดูแลพื้นที่ทั้งหมด ที่จริงด้วยตัวสนธิสัญญา Antarctica Treaty ที่มีการลงนามร่วมกัน 54 ประเทศ กำหนดให้ต้องมีการขออนุญาตเพื่อนำเรือและเครื่องบินเข้าพื้นที่ตั้งแต่เส้นละติจูดที่ 60 องศาใต้ และการทำเรื่องขออนุญาตต้องทำก่อนล่วงหน้าตามขั้นตอนที่บอกไปแล้ว นอกจากนั้นการเดินทางไปในพื้นที่ Antarctica ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย สภาพอากาศ คลื่นลมก็แรงมาก


John Stofflet in Antarctica: Rough Seas Ahead!


8. มีอะไรใน Antarctica แม้ว่าสนธิสัญญา Antarctica Treaty จะระบุว่าเป็นภารกิจการสำรวจเพื่องานวิจัยด้านวิทยาศาสตร์และห้ามไม่ให้มีกิจกรรมทางการทหารใด ๆ ในพื้นที่ แต่ที่จริงสหรัฐอเมริกาได้เข้าสำรวจพื้นที่ Antarctica ไว้อย่างละเอียดแล้วตั้งแต่ตอนทำภารกิจ Operation Highjump เมื่อปี 1946-1947 โดย Admiral Richard E. Byrd ที่นำกองกำลังทหารนาวิกโยธินเข้าไป 4,700 นาย พร้อมเรือรบ 13 ลำ และอากาศยานอีก 33 ลำ ซึ่งจากการสำรวจก็ระบุว่าพบแหล่งแร่ถ่านหินใหญ่มากจนสามารถใช้เป็นพลังงานเชื้อเพลิงให้กับโลกได้อีกเป็นร้อย ๆ ปี (นาทีที่ 27.25 - Coal, a mountain of coal. Byrd later declares Antarctic mines if once tapped could supply the world's coal needs for centuries.) การสำรวจพื้นที่ครั้งนี้ใช้การถ่ายภาพทางอากาศอย่างละเอียด และได้ภาพมามากซะจนต้องใช้เวลากว่า 5 ปีในการเอามารวมให้เป็นภาพของพื้นที่ Antarctica ทั้งหมด (นาทีที่ 27.45 - The exposed mapping film will take five years to assemble.)


THE SECRET LAND ANTARCTICA U.S. NAVY OPERATION HIGH JUMP REEL 2 2497


แล้วพื้นที่ของ Antarctica มีขนาดเท่าไหร่กันแน่??

9. James Cook Voyage กัปตันเจมส์ คุกออกสำรวจเส้นทางรอบ Antarctica ระหว่างปี 1772-1775 ใช้เวลาทั้งหมด 3 ปี 8 วันเป็นระยะทางกว่า 60,000 ไมล์ (96,560.64 กม.) ถ้าดูในแผนที่โลกกลมการล่องเรือรอบ Antarctica จะเป็นระยะทางแค่ประมาณ 11,000 ไมล์ (17,702.78 กม.) แต่ถ้าเอาเส้นทางการสำรวจของกัปตันคุกมา plot ในแผนที่โลกแบนก็จะได้ภาพนี้




Captain James Cook - Navigator of the Flat Earth (Part 1)

Captain James Cook - Navigator of the Flat Earth (Part 2)


10. James Clark Ross Voyage ต่อมาในปี 1839 - 1843 กัปตันเจมส์ คาร์ก รอส ออกสำรวจเส้นทางรอบ Antarctica เป็นระยะทางกว่า 62,400 ไมล์ (100,423.07 กม.) ใช้เวลา 4 ปี 5 เดือน การสำรวจครั้งนี้กัปตันรอสได้บันทึกข้อมูลไว้มากมายเกี่ยวกับการเดินทางและสิ่งมีชีวิตที่พบเจอซึ่งสามารถนำมาใช้เป็นข้อมูลด้านวิทยาศาสตร์ได้เป็นอย่างดี ชื่อของกัปตันรอสจึงถูกใช้เพื่อตั้งชื่อให้กับสถานที่สำคัญ ๆ ใน Antarctica อย่างเช่น Ross Dependency, Ross Island, Ross Ice Shelf และ Ross Sea 


James Clark Ross



11. การสำรวจในปัจจุบัน เมื่อปี 2011 เคยมีนักสำรวจกลุ่มนึงจากประเทศนอร์เวย์เอาเรือเข้าไปในพื้นที่โดยไม่ได้ขออนุญาตแล้วใช้รถ ATV ขับต่อไปบนน้ำแข็งเพื่อจะไปให้ถึงขั้วโลกใต้ ผลปรากฎว่านักสำรวจ 3 คนหายตัวไปเจอแต่ซากเรือ 

Flat Earth - The Vanishing, BERSERK unauthorized expedition to the South Pole


12. Colin O’Brady เมื่อปี 2018 Colin ได้ใช้สกีเดินทางคนเดียวเป็นระยะทางประมาณ 900 ไมล์เพื่อไปให้ถึงขั้วโลกใต้ แต่ถ้าดูตามแผนที่โลกแบนก็จะเป็นระยะทางแค่ช่วงนึงเท่านั้น 



13. US. Marshals แม้ว่าสหรัฐอเมริกาจะไม่ได้มีส่วนเคลมพื้นที่ใน Antarctica เลย (มีการเคลมพื้นที่แค่ 7 ประเทศ คือ Argentina, Australia, Chile, France, New Zealand, Norway, and the United Kingdom) แต่บทบาทของสหรัฐอเมริกาก็มีอิทธิพลสูงมากในการดูแล Antarctica นอกจากนั้นสหรัฐอเมริกาคือผู้เริ่มก่อตั้งหน่วยบังคับการใช้กฎหมายสำหรับใช้กับพื้นที่ที่อยู่ภายนอกข้อกฎหมายของประเทศที่อ้างสิทธิ































การอ้างสิทธิ์ในพื้นที่มีเพียง 7 ประเทศตามนี้


14. พระอาทิตย์เที่ยงคืนที่ขั้วโลกใต้ ถ้าหาก Antarctica เป็นทวีปและอยู่ด้านตรงกันข้ามกับขั้วโลกเหนือจริง เราจะต้องได้เห็นภาพพระอาทิตย์เที่ยงคืนเหมือนกันกับที่เกิดในขั้วโลกเหนือ แต่จริง ๆ แล้วยังไม่เคยมีภาพที่ถ่ายเหตุการณ์พระอาทิตย์เที่ยงคืนได้จริง ๆ จากขั้วโลกใต้ เท่าที่มีคือภาพตัดต่อแม้ว่าจะเป็นภาพจากกล้องวงจรปิดก็ตาม ลองฟังคลิปนี้อธิบาย

Antarctica Is NOT What You Think - No 24 Hour Sun!

-------------------------------------------------------------