วันพฤหัสบดีที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2562

62) งานเฉลิมฉลองครบรอบ 300 ปี ของสมาคมฟรีเมสัน (31 ต.ค. 2017)


The Freemasons Tercentenary Celebration [FULL VIDEO STREAMED]


สมาคมลับฟรีเมสัน (Secret Society of Freemasons)
เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2017 สมาคมฟรีเมสันได้มีพิธีเฉลิมฉลองครบรอบ 300 ปี (ก่อตั้งครั้งแรกเมื่อปี 1717) โดยจัดงานกาล่าที่ The Royal Albert Hall ในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ มีสมาชิกมาเข้าร่วม 5,000 คน สมาชิกผู้ทรงเกียรติที่มาร่วมงานมี เจ้าชายเอ็ดเวิร์ด ดยุกแห่งเคนต์และเจ้าชายไมเคิลแห่งเคนต์ ร่วมการเฉลิมฉลองด้วย




ในงานมีการแสดงละคร การบรรเลงเพลงดนตรีคลาสสิค และการแสดงร้องเพลงโอเปร่าบนเวทีที่มีสัญลักษณ์ไม้ฉากและวงเวียน (square and compass) ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของสมาคมนี้เป็นฉากหลังพร้อมกับมีสัญลักษณ์ดวงตา All-Seeing-Eye (แบบเดียวกับที่อยู่ด้านหลังธนบัตรดอลล่าร์ของสหัรัฐอเมริกา) อยู่ด้วย





ช่วงเริ่มต้นมีการแนะนำกิจกรรมการกุศลที่บริจาคเงินให้เพื่อช่วยเหลือภัยพิบัติในประเทศต่าง ๆ รวมทั้งคลิปแสดงความขอบคุณจากมูลนิธิที่ได้รับเงินบริจาคจากฟรีเมสัน ต่อมามีการแนะนำเครือข่าย (The Grand Lodge) ของสมาคมที่อยู่ในแต่ละประเทศทั่วโลก ตามด้วยละครเวทีเล่าถึงประวัติความเป็นมาของฟรีเมสันในประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นฉากที่จอร์จ วอชิงตัน กำลังคุยกับเบนบจามิน แฟรงคลินในการสร้างประเทศใหม่ภายใต้นโยบายของมาคมฟรีเมสัน ต่อมาประธานาธิบดีจอร์จ วอชิงตันได้เอ่ยขึ้นมาว่า หลังจากที่เขาหมดวาระแล้วจะมีใครเป็นขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีของอเมริกาและเป็นฟรีเมสันบ้างไหม ปรากฎว่ามีหลายคนเลยทีเดียว



จอร์จ วอชิงตัน ประธานาธิบดีคนแรกของสหรัฐอเมริกาเป็นฟรีเมสัน

ข้อมูลจากเว็บ https://grandlodgeofvirginia.org/us-presidents-freemasons/ บอกว่ามีทั้งหมด 14 คน ที่จริงมีเยอะกว่านี้ และไม่ใช่แค่ตำแหน่งประธานาธิบดี ตำแหน่งรองประธานาธิบดีก็มี ตำแหน่งที่เป็นผู้บริหารประเทศระดับสูงก็มี

1 George Washington (1st President, 1789 – 1797)
2 James Monroe (5th President, 1817 – 1825)
3 Andrew Jackson (7th President, 1829 – 1837)
4 James Knox Polk (11th President, 1845 – 1849)
5 James Buchanan (17th President, 1865 – 1869)
7 James Abram Garfield (20th President, 1881)
9 Theodore Roosevelt (26th President, 1901 – 1909)
10 William Howard Taft (27th President, 1909 – 1913)
11 Warren Gamaliel Harding (29th President, 1921 – 1923)
12 Franklin Delano Roosevelt (32nd President, 1933 – 1945)
13 Harry S. Truman (33rd President, 1945 – 1953)
14 Gerald R. Ford, Jr. (38th President, 1974 – 1977)

สมาคมฟรีเมสันขยายเครือข่ายโดยการส่งสมาชิกฟรีเมสันไปก่อตั้ง Grand Lodge ในหลาย ๆ ประเทศ รวบรวมสมาชิกจากหลากหลายศาสนาเข้าด้วยกัน ต่อมามีตัวละครที่เป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงและเป็นฟรีเมสันหลายคน เช่น Oscar Wilde (นักเขียนชาวอังกฤษ) Monsieur de Voltaire (นักเขียนชาวฝรั่งเศส) Baron de Montesquieu (นักปรัชญาการเมือง) John Locke (นักปรัชญา นักฟิสิกส์ นักคิดชาวอังกฤษ) Johann Wolfgang von Goethe (นักเขียน นักปรัชญาชาวเยอรมัน) ให้คำแนะนำในการใช้ชีวิตเพื่อ enlightenment (แปลว่าการรู้แจ้ง) ให้กับสมาชิกที่เพิ่งเข้ามาใหม่

ต่อมามีการแนะนำบุคคลที่มีชื่อเสียงจากหลากหลายวงการที่เป็นฟรีเมสัน มีทั้งกษัตริย์และราชวงศ์ในยุโรป นักแสดง นักดนตรี นักเขียน นายทหาร ผู้สร้างภาพยนตร์ นักธุรกิจ นักประดิษฐ์ และนักบินอวกาศ เช่น 

Gustav IV Adolf กษัตริย์ของสวีเดน
Wolfgang Amadeus Mozart โมสาร์ท นักดนตรีคลาสสิค
Johann Christian Bach บาร์ค นักดนตรีคลาสสิค
Luigi Cherubini เชอรูบินิ นักดนตรีคลาสสิค
Irving Berlin เบอร์ลิน นักดนตรี นักแต่งเพลงชาวอเมริกัน
William Hogarth จิตรกรชาวอังกฤษ
John Zoffany จิตรกรชาวเยอรมัน
Marc Chagall จิตรกรชาวรัสเซีย
Edward Jenner นักวิทยาศาสตร์ผู้คิดค้นวัคซีนป้องกันไข้ทรพิษ
Charles Horace Mayo จิตแพทย์ชาวอเมริกัน
John Herschel Glenn นักบินอวกาศ วิศวกร นักธุรกิจ และนักการเมือง
เป็นชาวอเมริกันคนแรกที่ได้โคจรรอบโลก 3 รอบในปี 1962
Larry Gordon Cooper นักบินของกองทัพอเมริกัน และเป็นนักบินอวกาศในโครงการ Project Mercury
Sir Malcolm Campbell นักแข่งรถชาวอังกฤษ
Harold Maurice Abrahams นักกรีฑาชาวอังกฤษ ได้แชมป์โอลิมปิกปี 1924
Jack Dempsey นักมวย
Sir William S. Gilbert นักดาราศาสตร์ชาวอังกฤษ
Sir Arthur Sullivan นักแต่งเพลง













ประธานาธิบดีจอห์น เอฟ เคนเนดี้เคยกล่าวคำแถลงต่อสื่อมวลชนเพื่อขอให้สื่อนำเสนอข่าวเกี่ยวกับ
สมาคมลับที่มีอิทธิพลต่อสหรัฐอเมริกาให้ประชาชนรับทราบข้อมูล
วันที่ 27 เม.ย. 1961 ที่โรงแรม Waldorf-Astoria Hotel, นิวยอร์ค
--------------------------------------------------------





วันอังคารที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2562

61) ตอบคำถามเรื่องอุกาบาตและดาวตก


ถ้าของสองสิ่งที่เคลื่อนที่ด้วยความเร็วมากเกิดชนกัน รอยที่เกิดควรเป็นรอยลากที่มีทางยาวมากไม่ใช่เป็นแค่รอยยุบแบบตรงๆแบบที่เราเห็น แถมมีแต่รอยไม่มีลูกอุกาบาตให้ดูว่ามันใหญ่ขนาดไหน


The helical model - our solar system is a vortex



ดวงอาทิตย์ในจักรวาลระบบสุริยะคลื่อนที่ไปในจักรวาลด้วยความเร็ว 240 กม./วินาที แปลว่าทุกสิ่งในจักรวาลต้องเคลื่อนที่ตามดวงอาทิตย์ทั้งหมด โลก ดวงจันทร์ ดวงดาว ดาวเทียม ขยะอวกาศ รวมทั้งอุกาบาต แต่ภาพที่เรามักจะเห็นในหนังภาพยนตร์คือโลกอยู่นิ่ง ๆ และมีอุกาบาตวิ่งมาชน ซึ่งมันขัดกับหลักการของระบบ Heliocentric ที่บอกว่าทุกสิ่งต้องเคลื่อนที่ตามดวงอาทิตย์ และด้วยแรงกระแทกที่เกิดจากความเร็วขนาดนั้นโลกอาจจะแตกเป็นเสี่ยงๆได้ ไม่ใช่แค่เกิดรอยยุบ แล้วก็น่าจะมีรอยลากหรือรอยแยกที่เห็นเป็นทางยาวเป็นหลักฐานบ้างว่ามีการชนกระแทกกันจริง


Asteroid Hits Earth

ถ้าเกิดมีอุกาบาตพุ่งเข้ามาชนโลกจริงหลุมอุกาบาตควรมีรอยลากเป็นทางยาว และถ้าลูกใหญ่มากแล้วพุ่งมาด้วยความเร็วขนาด 240 กม./วินาที ชนโลกเข้าไปตู้มมมมม โลกน่าจะมีรอยแตกและน่าจะเกิดแรงเหวี่ยงทำให้โลกหลุดออกจากวงโคจรปกติด้วยนะแอดว่า 🤔


เทคนิคของการทำ propaganda (โฆษณาชวนเชื่อ) คือ repetition (การทำซ้ำ) ผลิตข้อมูลซ้ำ พูดซ้ำ ๆ ออกข่าวซ้ำ ๆ ว่าเจอนั่นเจอนี่ Space X ส่งรถเทสลาไปลอยในอวกาศป่านนี้ถึงดาวอังคารหรือยัง ก็ไม่มีข้อมูลอะไรให้ตามต่อ เพราะจุดประสงค์คือเขาต้องการให้เราเห็นภาพนั้นแลัวจบ คนเห็นแค่นั้นก็เชื่อแล้วก็ลืม ซักพักก็มีเรื่องใหม่ออกมาให้ตื่นเต้นอีก ซ้ำ ๆ วนไปแบบนี้ก็ 50 ปีผ่านมาแล้วตั้งแต่ Apollo 11

อันนี้คือภาพที่อ้างว่าเป็นหลุมที่เกิดจากอุกาบาตชนอยู่ในทะเลทรายทางทิศเหนือของรัฐแอริโซน่า ทั้งที่ก่อนหน้านี้มีการวิเคราะห์กันว่าเกิดจากการยุบตัวของแผ่นดินเนื่องจากภูเขาไฟ









เป็นเทหะวัตถุบนท้องฟ้านี่แหละครับ และเกิดบนท้องฟ้าพุ่งลงมาเท่านั้น เราต้องนอนดูหรือแหงนหน้าดูถึงจะเห็น (ในลิงค์นาทีที่ 1.08) ซึ่งไม่สอดคล้องกับลักษณะโลกที่เป็นทรงกลม มีการหมุนรอบตัวเอง และการเคลื่อนที่ของดาวต่างๆในระบบจักรวาลแบบ Heliocentric ที่ทุกอย่างเคลื่อนที่หมุนรอบดวงอาทิตย์ เราต้องได้เห็นฝนดาวตกพุ่งขึ้นมาจากเส้นขอบฟ้าแบบเดียวกับที่ดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ขึ้นและตกทุกวัน



ระบบจักรวาลของ Geocentric แบบที่มีโลกเป็นศูนย์กลาง Ptolemy อธิบายไว้ว่า planets (ดาวเคราะห์) ดาราศาสตร์ไทยเรียกว่า ดาวนพเคราะห์ (อาทิตย์ จันทร์ อังคาร พุธ พฤหัส ศุกร์ เสาร์ + ราหูและเกตุ) โคจรเป็นวงกลมรอบโลกในแนวขนานกับพื้นโลก ส่วนการเคลื่อนที่ของดาวอื่น ๆ และทางช้างเผือก มีลักษณะเคลื่อนไปพร้อมกันเป็นแนวโค้ง (arc) ไปตามทรงกลมฟ้าหรือที่เรียกว่า celestial sphere (ดูลักษณะการหมุนของทางช้างเผือกตามคลิปด้านล่าง)


Milkyway Timelapse Compilation - 2016 - in 4K

ลักษณะการหมุนของดวงดาวในระบบ Geocentric คือหมุนรอบดาวเหนือและโลกอยู่นิ่ง ๆ ไม่หมุน ไม่เคลื่อนที่ ถ้าทำภาพ timelapse เราจึงได้เห็น startrail เป็นวงกลมแบบนี้ (ภาพซ้าย) แต่ถ้าโลกโคจรรอบดวงอาทิตย์แถมยังหมุนรอบตัวเองอีกเราน่าจะได้เห็นภาพ startrail ที่เป็นเส้นตัดกันยุ่งๆ (ภาพขวา) ไม่ใช่เส้นที่เป็นวงกลมวิ่งไปทางเดียวกันและคมชัดแบบนี้













-------------------------------------------------------------------


วันอาทิตย์ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2562

60) แหล่งข้อมูลสำหรับศึกษาเรื่องโลกแบน (ภาษาอังกฤษ) Collection of Flat Earth Explanation

สำหรับคนที่เพิ่งเข้ามาศึกษาเรื่องโลกแบนช่วงหลังน่าจะสับสนกับข้อมูลพอสมควร เนื่องจากการค้นหาด้วยคำว่า Flat Earth ทั้งใน google และ youtube มักจะได้แหล่งข้อมูลที่มาจากกลุ่มหน้าม้า (shill/troll) ซะส่วนใหญ่ แตกต่างจากเมื่อปลายปี 2017 ที่แอดยังได้เจอ youtuber ดี ๆ ที่ให้ข้อมูลหลากหลายจากทั้งมุมมองของคนที่เรียนฟิสิกส์เอง และคนที่เรียนด้านวิทยาศาสตร์ก็ให้คำอธิบายได้ดี บทความนี้เลยขอรวบรวมแหล่งข้อมูลให้ได้ไปศึกษากันเอง รวมทั้งการดีเบท การจัด conference จากหลายประเทศก็จะรวมมาไว้ด้วยกัน

Ball's Out Physics: Brian Mullins

ไบรอัน มูลลินส์ทำคลิปอธิบายโดยใช้ความรู้ด้านฟิสิกส์เพื่ออธิบายคอนเซ็ปต์ของโลกกลมและโลกแบนไว้หลายอัน

Ball's Out Physics Episode 1.2: Flying Over the North Pole


Alternative Cosmology: Alex Carreon

Heliocentric to Geocentric Plane 3D Models


Dan Dimension

Flat Earth ... What part of FLAT don't you understand ?



P Brane

Anti Crepuscular Sun Rays are KEY to Southern Star Rotation FLAT EARTH perspective


Decimal Z (Dr. Zack)

Flat Earth | Curved Water Found- DEBUNKED

Dave Murphy (Alledgedly Dave)


https://youtu.be/sy6PFv7Prco

Rob Skiba






Phuket Word

Flat Earth Proof: Sunset off Phuket



https://www.youtube.com/watch?v=nTjyt-6hJQw&t=25s


O.D.D. TV


https://youtu.be/oh7v08H_DpY


Jeranism


https://youtu.be/7Mdg5k-WBFw


Chippy The Chipmunk


https://youtu.be/mVrLoIM5Spw





วันพฤหัสบดีที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2562

59) การผูกขาดธุรกิจน้ำมัน ยารักษาโรค และการแพทย์ ของตระกูลร็อคกี้เฟลเลอร์

ตระกูล Rockefeller ก่อตั้งการแพทย์สมัยใหม่และทำลายการรักษาแบบธรรมชาติได้อย่างไร - แปลจากบทความโดย คริส คานธาน (20 ต.ค. 2015)

ผู้คนสมัยนี้อาจจะมองคุณว่าเป็นคนประหลาดถ้าคุณพูดเกี่ยวกับการใช้พืชในการรักษาอาการเจ็บป่วย ซึ่งก็เหมือนกับเรื่องอื่น ๆ นั่นแหละ มันมีทั้งเรื่องการเมืองและเรื่องของเงินมาเกี่ยวข้องกับระบบการแพทย์สมัยใหม่ทุกอย่างมันเริ่มต้นที่นายจอห์น ดี ร็อคกี้เฟลเลอร์ (1839 - 1937) เจ้าสัวแห่งวงการน้ำมัน จอมโจรมหาเศรษฐีคนแรกของสหรัฐอเมริกา และเป็นผู้ใช้ทฤษฎีการผูกขาดมาตั้งแต่เกิด

ช่วงเปลี่ยนยุคเข้าศตวรรษที่ 20 เขาได้ครอบครองโรงกลั่นน้ำมันในอเมริกามากถึง 90% ผ่านบริษัทน้ำมันของเขาเองคือบริษัท สแตนดาร์ด ออยล์ ซึ่งภายหลังต่อมาได้แตกแขนงออกเป็นเชฟรอน เอ๊กซอน โมบิล และบริษัทอื่น ๆ
ในช่วงเดียวกันนั้นเองราว ๆ ปี 1900 นักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบ "สารปิโตรเคมี" ที่ทำให้สร้างสารเคมีได้ทุกประเภทจากน้ำมันยกตัวอย่างเช่น พลาสติก หรือที่เรียกว่า เบ็กไลท์ (Backlite) ถูกผลิตขึ้นจากน้ำมันในปี 1907 นักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบวิตามินต่าง ๆ และคาดเดาว่าผลิตภัณฑ์ยารักษาโรคสามารถผลิตได้จากน้ำมัน และนี่เป็นโอกาสทองของร็อคกี้เฟลเลอร์ผู้ที่เห็นหนทางในการผูกขาดน้ำมัน สารเคมี และธุรกิจการแพทย์ในเวลาเดียวกัน

เรื่องที่ดีที่สุดของปิโตรเคมิคอลคือทุกสิ่งสามารถนำมาจดสิทธิบัตรได้และสามารถขายได้ในราคาสูง แต่ก็มีปัญหาอยู่เรื่องนึงสำหรับแผนการของร็อคกี้เฟลเลอร์สำหรับธุรกิจการแพทย์ คือในช่วงเวลานั้นการใช้ยาสมุนไพรได้รับความนิยมมากในอเมริกา แพทย์กว่าครึ่งนึงและมหาวิทยาลัยทางการแพทย์ในอเมริกาทำการรักษาโรคด้วยวิธีองค์รวม (holistic medicine) โดยใช้องค์ความรู้จากยุโรปและชนพื้นเมืองอเมริกัน 

ร็อคกี้เฟลเลอร์ นักผูกขาด ต้องพยายามหาทางกำจัดศัตรูตัวฉกาจนี้ออกไปให้ได้ ดังนั้นเขาจึงใช้วิธีการคลาสสิคคือ สร้างปัญหา - ทำให้ผู้คนแตกตื่นตกใจ - และเสนอหนทางแก้ไข (problem-reaction-solution) นั่นคือการสร้างสถานการณ์ให้เกิดปัญหาทำให้คนตื่นกลัวและนำเสนอหนทางแก้ไข (ตามที่วางแผนไว้แล้ว) (เหมือนกับกรณีการสร้างการก่อการร้ายแล้วตามมาด้วยพระราชบัญญัติรักชาติ (Patriot Act)

เขาได้ไปพบเพื่อนสนิทของเขา แอนดรูว คาร์เนกี้ ซึ่งร่ำรวยมาจากการผูกขาดธุรกิจค้าเหล็ก และเป็นผู้คิดแผนการด้วยการใช้มูลนิธิอันทรงเกียรติคือมูลนิธิคาร์เนกี้ พวกเขาได้ส่งชายผู้หนึ่ง อับราฮัม แฟลกซ์เนอร์ ให้เดินทางไปทั่วประเทศเพื่อทำรายงานเกี่ยวกับมหาวิทยาลัยทางการแพทย์และโรงพยาบาลทั้งหมด 

สิ่งนี้นำไปสู่ "รายงานของแฟลกซ์เนอร์" ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของการแพทย์สมัยใหม่ตามที่เรารู้กัน คงไม่ต้องบอกว่ารายงานฉบับนั้นกล่าวถึงความจำเป็นในการปรับปรุงและการรวมศูนย์ทางการแพทย์ และจากรายงานฉบับนี้เองครึ่งหนึ่งของวิทยาลัยทางการแพทย์ทั้งหมดถูกปิดลงในไม่ช้า

วิธีการใช้ธรรมชาติบำบัดและยาสมุนไพรถูกปลอมแปลงและทำให้กลายเป็นเรื่องเลวร้าย สิ่งเหล่านี้มีจุดประสงค์เพื่อทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงความคิดของแพทย์และนักวิทยาศาสตร์คนอื่น ๆ ร็อคกี้เฟลเลอร์บริจาคเงินกว่า 100 ล้านดอลล่าร์ให้กับมหาวิทยาลัย โรงพยาบาล และก่อตั้งกลุ่มแนวร่วมเพื่อการกุศลที่เรียกว่า "คณะกรรมการการศึกษาทั่วไป" (GEB) ซึ่งเป็นวิธีการใช้เหยื่อล่อที่คลาสสิคมาก (carrot and stick approach หมายถึงมาตรการที่ให้รางวัลเมื่อทำดีและลงโทษเมื่อทำผิด เพื่อควบคุมให้มีความประพฤติให้เป็นไปในทางที่ต้องการ)

ในระยะเวลาไม่นาน มหาวิทยาลัยทางการแพทย์ต่างก็เข้าร่วมและรวมเป็นเนื้อเดียวกัน นักศึกษาแพทย์ทุกคนต่างศึกษาเรื่องเดียวกัน และการใช้ยารักษาโรคก็มาจากยาที่จดสิทธิบัตรเท่านั้น นักวิทยาศาสตร์ได้รับเงินอุดหนุนจำนวนมากเพื่อทำการศึกษาว่าพืชสามารถนำมาใช้รักษาโรคได้อย่างไร แต่เป้าหมายของพวกเขาคือการระบุให้ได้ว่าสารเคมีชนิดใดในพืชที่มีประสิทธิภาพแล้วจึงสร้างสารเคมีที่คล้ายกันขึ้นมาในห้องปฏิบัติการ แต่จะได้ออกมาไม่เหมือนกัน ซึ่งนั่นจะทำให้สามารถนำไปจดสิทธิบัตรได้

การใช้ยารักษาโรคจึงกลายเป็นมนต์ขลังสำหรับการแพทย์สมัยใหม่ แล้วคุณคิดว่าสองพี่น้อง Koch เป็นคนชั่วร้ายงั้นเหรอ?

100 ปีต่อมา เรามีหมอที่ไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับประโยชน์ของการโภชนาการหรือการใช้สมุนไพร หรือการดูแลรักษาแบบองค์รวม เราได้สังคมที่กลายเป็นทาสของบริษัทแห่งหนึ่งเพื่อความเป็นอยู่ที่ดี ประเทศอเมริกาใช้เงินไปกว่า 15% ของ GDP เพื่อโครงการดูแลรักษาสุขภาพ ซึ่งจริง ๆ แล้วน่าจะเรียกกว่าการดูแลเพื่อให้ป่วยมากกว่า เพราะมันไม่ได้มุ่งเน้นไปที่การดูแล แต่เป็นการรักษาตามอาการเท่านั้น ดังนั้นมันจึงเป็นการสร้างลูกค้ากลุ่มใหม่มาเรื่อย ๆ ไม่มีการรักษามะเร็ง เบาหวาน ออทิสซึ่ม หอบหืด หรือแม้กระทั่งไข้หวัดใหญ่

แล้วการดูแลรักษาจริง ๆ มีบ้างไหม? ระบบนี้ถูกออกแบบโดยคนรวยที่มีอิทธิพลทางการเมืองร่วมมือกับผู้ที่มีอำนาจ ไม่ใช่ระบบที่มาจากแพทย์

สำหรับโรคมะเร็งน่ะหรือ อ้อ ใช่ซิ สมาคมโรคมะเร็งของสหรัฐอเมริกาก็ก่อตั้งโดยร็อคกี้เฟลเลอร์ในปี 1913 ไม่ใช่ใครอื่นหรอก

และเดือนนี้คือการกระตุ้นเตือนเรื่องมะเร็งเต้านม ซึ่งมันเป็นเรื่องที่น่าเศร้าที่ต้องเห็นคนถูกล้างสมองเกี่ยวกับการใช้เคมีบำบัด การฉายรังสี และการผ่าตัด ซึ่งจะเขียนต่อในบทความชิ้นถัดไป และนี่คือคำพูดของจอห์น ดี ร็อคกี้เฟลเลอร์เกี่ยวกับอเมริกา 

"I don't want a nation of thinkers. I want a nation of workers."
"ผมไม่ต้องการชาติแห่งนักคิด แต่ผมต้องการชาติแห่งผู้ใช้แรงงาน (ทาส)"

บทความเผยแพร่จาก https://worldaffairs.blog/2015/10/20/how-rockefeller-founded-modern-medicine-and-killed-natural-cures/


  
หนังสือพิมพ์ปี 1927 พาดหัวข่าวเศรษฐีพันล้านซื้อประเทศสหรัฐอเมริกาจากเศรษฐีร้อยล้าน อนาคตของชาติอยู่ในมือผู้มั่งคั่งทั้งหลาย ผู้ที่จ่ายเงินซื้อสหรัฐอเมริกามี 5 ตระกูลใหญ่คือ เดอะ รอธส์ไชลด์ ร็อคกี้เฟลเลอร์ 
ดูปองท์ แฮริแมน และวอร์เบิร์ก


สวัสดี ผมชื่อจอห์น ดี ร็อคกี้เฟลเลอร์
ผมช่วยก่อตั้งอุตสาหกรรมยา ทำกัญชาให้ผิดกฎหมาย ปล้นระบบการศึกษาของชาติ ร่วมก่อตั้งระบบธนาคารกลางสหรัฐ (FED) กับเจพี มอร์แกน และตระกูลรอธส์ไชลด์ ให้กับสนับสนุน UN และช่วยก่อตั้ง Council of Foreign Relations (CFR คือองค์กรที่พวกยิวไซออนิสต์ก่อตั้งขึ้น) พวกคุณจะถูกสอนว่าผมคือฮีโร่ในการทำธุรกิจแต่ที่จริงแล้วผมคือศัตรูตัวฉกาจของประชาชนชาวอเมริกัน


"I don't want a nation of thinkers. I want a nation of workers."
"ผมไม่ต้องการชาติแห่งนักคิด แต่ผมต้องการชาติแห่งผู้ใช้แรงงาน (ทาส)" - จอห์น ดี ร็อคกี้เฟลเลอร์ ก่อตั้ง
"คณะกรรมการการศึกษาทั่วไป" (GEB) ในปี 1903 จากการใช้เงินในกองทุนร็อคกี้เฟลเลอร์ 

"พวกเราใกล้จะถึงการเปลี่ยนแปลงระดับโลกแล้ว ทั้งหมดทั้งมวลที่เราต้องการต่อไปคือวิกฤตสำคัญที่เหมาะสมและประเทศต่าง ๆ จะยอมรับการจัดระเบียบโลกใหม่ (New World Order - NWO) - เดวิด ร็อคกี้เฟลเลอร์



เรื่องการจัดระเบียบโลกใหม่เป็นแค่ทฤษฎียังงั้นหรือ?? ลองถามคนพวกนี้ดูซิ


ใช้ยามากเกินไปและไม่ได้รับการศึกษาที่ถูกต้อง นั่นแหละคือสิ่งที่พวกเขาต้องการให้เราเป็น


 "ประเทศของเรามีแผนการที่จะทำให้เราทุกคนตกเป็นทาส ทั้งผู้ชาย ผู้หญิง และเด็ก ๆ ก่อนที่ผมจะหมดตำแหน่งหน้าที่อันทรงเกียรตินี้ ผมตั้งใจจะเปิดโปงแผนการนี้ให้ได้" - ประธานาธิบดีจอห์น เอฟ เคเนดี้ กล่าวไว้ 7 วัน
ก่อนการถูกลอบสังหาร



ตระกูลผู้มีอิทธิพลในสหรัฐอเมริกาหรือที่เรียกว่า กลุ่มอีลิท (elite)



สวัสดีชาวโลก
ผมคือเจค๊อป รอธส์ไชลด์ ตระกูลของผมมีมูลค่า 500 ล้านล้านดอลล่าร์สหรัฐอเมริกา พวกเราเป็นเจ้าของธนาคารกลางเกือบทุกแห่งในโลก พวกเราให้การสนับสนุนทั้งสองฝ่ายในการเกิดสงครามทุกครั้งมาตั้งแต่ยุคนโปเลียน พวกเราเป็นเจ้าของข่าว เจ้าของสื่อ เจ้าของน้ำมัน และเจ้าของรัฐบาลของพวกคุณ



ตอนแรกพวกเขาก็สร้างปัญหาให้เกิด แล้วก็ขายทางแก้ให้กับคุณ


บริษัท สแตนดาร์ด ออยล์ แตกแขนงออกเป็นหลายบริษัทตามนี้



ภาพการ์ตูนล้อเลียนที่เปรียบเทียบ บริษัท สแตนดาร์ด ออยล์ ว่าเป็นมือปลาหมึก 
คือเข้าไปมีส่วนในการทำธุรกิจทุกประเภท


ลักษณะการทำธุรกิจแบบ pyramid scheme คือควบคุมจากบนลงล่าง และประชาชนทั่วไปคือทาสลูกหนี้ 
ทำงานหาเงินเพื่อใช้หนี้ จ่ายภาษีจนตาย



"I don't want a nation of thinkers. I want a nation of workers." "ผมไม่ต้องการชาติแห่งนักคิด 
แต่ผมต้องการชาติแห่งผู้ใช้แรงงาน (ทาส)" - จอห์น ดี ร็อคกี้เฟลเลอร์

ระบบธุรกิจแบบทุนนิยมคือรูปแบบการควบคุมแบบ pyramid scheme


ประชาชนทั่วไปเป็นเบี้ยล่างให้กับการเล่นเกลมของกลุ่มอีลิธที่มีเงินทุนในการทำธุรกิจ

----------------------------------------------------------------------------------------

วันอาทิตย์ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2562

58) แผนที่โลกโบราณวาดโดยศิลปินชาวอิตาเลียน Urbano Monte (1587)

แผนที่โลกโบราณวาดโดย Urbano Monte ศิลปินชาวอิตาเลียน ทำขึ้นในปี 1587 (430 ปีที่แล้ว) แผนที่มีใหญ่ขนาด 3x3 เมตร และเพิ่งได้รับการต่อเป็นแผนที่ฉบับเต็มโดยใช้วิธีทางดิจิตอล จัดทำโดย David Rumsey Map Collection แห่งมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด Monte วาดแผนที่นี้ใส่แผ่นกระดาษไว้ทั้งหมด 60 ชิ้น รวมไว้เป็นสมุดภาพเล่มใหญ่และเพิ่งได้รับการนำมาต่อเป็นภาพแผนที่โลกเป็นครั้งแรกเมื่อปี 2017

Monte ได้ทำแผนที่นี้ขึ้นมาไม่ได้เอาไว้ใช้แค่การศึกษาเรื่องภูมิศาสตร์เพียงอย่างเดียว แต่เอาไว้ศึกษาเรื่องสภาพอากาศ ขนบธรรมเนียมประเพณี ระยะเวลาความยาวนานของวัน ระยะทางของแต่ละภูมิภาคด้วย

Largest Early World Map - Monte's 10 ft. Planisphere of 1587
https://www.youtube.com/watch?v=2azhqvMoZ4w

ผู้ที่สนใจสามารถเข้าไปดูรายละเอียดของภาพวาดของแผนที่ได้ตามลิงค์นี้ มีการสแกนไว้ทั้งหมด 60 แผ่น
https://www.davidrumsey.com/blog/2017/11/26/largest-early-world-map-monte-s-10-ft-planisphere-of-1587




แผนที่ของ Monte ถูกวาดขึ้นก่อนแผนที่ Planisphere เป็นเวลา 84 ปี ซึ่งเป็นแผนที่โลกแบบ Azimuthal Equidistant ที่พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ได้ว่าจ้างนักดาราศาสตร์ชาวอิตาเลียน Giovanni Domenico Cassini มาทำงานให้ และเขาได้สร้างแผนที่โลกขนาดใหญ่ถึง 7.80 เมตร บนพื้นที่ว่างชั้นสามของหอแปดเหลี่ยมด้านตะวันตกของหอดูดาวในกรุงปารีส

รายละเอียดอ่านได้จากในลิงค์นี้ https://flatearthmatters.blogspot.com/2018/07/blog-post.html


แผนที่ของ Monte ได้รับความสนใจมากเพราะมีความละเอียด มีการจดบันทึกและวาดภาพเกี่ยวกับพื้นที่ของแต่ละ
ภูมิภาคไว้อย่างน่าสนใจ ทาง David Rumsey Map Collection จึงได้มีการทำภาพคอมพิวเตอร์กราฟฟิกเอาแผนที่ของMonte ไปประยุกต์เข้ากับโลกทรงกลมไว้ให้ดูด้วย



---------------------------------------

วันจันทร์ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2562

57) คำตอบจากนักบิน 7 คน ว่าโลกเรามีลักษณะกลมหรือแบนกันแน่ ( Seven pilots tell the truth)

ใครมีโอกาสได้ถามนักบินลองไปถามดูตรง ๆ ว่าโลกกลมหรือแบน สำหรับคลิปนี้นักบินคนที่ 1 และ 2 ตอบว่าโลกแบน ส่วนคนที่ 3 อธิบายเรื่องการปรับมุมองศาในการบิน เนื่องจากว่าหากเราอาศัยอยู่ในโลกกลมจริง เวลาบินต้องมีการกดหัวเครื่องให้ต่ำลงเพื่อบังคับเครื่องบินให้โค้งไปตามความโค้งของโลก นักบินคนที่ 3 ตอบว่า เวลาขึ้นก็เชิดหัวขึ้น แล้วก็บินรักษาระดับกับพื้นโลกไปเรื่อย ๆ ตอนลงก็ปรับลดมุมลงมาแค่ 3 ดีกรีแค่นั้น ส่วนคนที่ 4 ฟังสำเนียงยากมาก ยังแกะคำพูดได้ไม่หมดเลยยังไม่ได้แปลให้


Four Commercial Airline Pilots Admit The Earth is Flat

#คนที่1
ผู้โดยสาร: ผมมีคำถามซีเรียสอยากจะถามหน่อยครับ ความโค้ง!! (ของโลก)
นักบิน: ความโค้งเหรอครับ?
ผู้โดยสาร: ครับ เราไม่ต้องไต่ระดับความโค้งขึ้นมาใช่ไหมครับ เราบินไปรอบ ๆ เราอยู่บนโลกแบนใช่ไหม ขอถามตรง ๆ แบบจริงจังเลย
นักบิน: ครับ
ผู้โดยสาร: เราอยู่บนโลกแบนจริง ใช่ไหมครับ
นักบิน: ใช่ ใช่ครับ
ผู้โดยสาร: ขอบคุณมากครับ ขอบคุณที่ตอบตามความจริง

Passenger: I have a serious question... CURVATURE!
Pilot: Curvature?
Passenger: Yeah! We don't elevate a curvature, do we?
Passenger: We're round... we're .... on a flat. Well, honestly, quite seriously.
Pilot: Yeah!
Passenger: We are, are we?
Pilot: Yeah, yeah... yeah.
Passenger: Thank you, mate. Thank you for being an honest.

-----------------------------------------------------------------
#คนที่2
ผู้โดยสาร: ผมมีคำถามนึงที่อยากถามครับ แบนหรือกลมครับ?
นักบิน: แบนหรือกลมเหรอครับ?
ผู้โดยสาร: คือผมไม่เคยรู้สึกว่าเราต้องบินโค้งลงถ้าเราอาศัยอยู่บนโลกกลมจริง เราก็ต้องบินไปรอบโลกใช่ไหมครับ  แบนหรือกลมครับ?
นักบิน: ผมว่ามันแบนนะ
ผู้โดยสาร: ฮ่าาาา ผมก็คิดยังงั้นเหมือนกัน
นักบิน: สำหรับผมมันดูค่อนข้างแบน
ผู้โดยสาร: แล้วคุณมีอุปกรณ์สำหรับ...
พนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน: แต่เพราะว่าแรงโน้มถ่วงมีอยู่จริงนี่
ผู้โดยสาร: แรงโน้มถ่วง! มันเป็นทฤษฎีที่ยังไม่มีการพิสูจน์นะครับ ฮ่าาาาา
พนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน: ไม่ใช่ซักหน่อย

Passenger: I just got one question to ask. Flat or a ball?
Pilot: Flat or a ball?
Passenger: Well, I never feel is breaking around if we live on a ball. Surely, we have to fly around it. Yeah? Flat or a ball?
Pilot: I think it's flat....
Passenger: Ha Ha Ha. yeah, me too.
Pilot: It looks pretty flat to me.
Passenger: And you've got that flight instrument down there to keep....
Flight Attendant: But because gravity exists.
Passenger: Gravity! It's an unproven theory. Ha Ha Ha!
Flight Attendant: No, it's not.

-----------------------------------------------------------------
#คนที่3
ไรอัน: คุณครับ ผมอยากจะกล่าวขอบคุณสำหรับเที่ยวบินที่ราบรื่นนี้นะครับ
ไรอัน: ผมมีคำถามอยู่เรื่องนึงครับ คือว่ามันต้องมีการปรับมุมการบินให้ต่ำลงไหมครับเพื่อจะบินไปถึง...?
นักบิน: 3 ดรีกรีครับ
ไรอัน: 3 ดรีกรีตามความโค้งของโลกน่ะเหรอครับ
นักบิน: โอ้ สำหรับโลกเหรอครับ? ไม่นะครับ เราแค่บินอยู่ในชั้นโทรโพสเฟียร์
ไรอัน: จริงเหรอครับ
นักบิน: ใช่ครับ แบบนั้นแหละ
ไรอัน: พวกคุณต้องคอยปรับระดับให้ลดลงไหม เพราะว่า..?
นักบิน: ไม่ครับ ที่จริงเราแค่ "เชิดหัวขึ้น" เพื่อบินขึ้นแบบนี้นะครับ
ไรอัน: จริงเหรอครับ คือผมได้อ่านข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องโลกแบนแล้วมันดูเข้าท่าอยู่ คุณได้ดูบ้างไหมครับ
นักบิน: อันไหนนะครับ อันไหน
ไรอัน: คือผมได้อ่านเรื่องเกี่ยวกับโลกแบนน่ะครับ
นักบิน: อ้อ ครับ ๆ ใช่ ๆ เรื่องจริงครับ
ไรอัน: เรื่องจริงเหรอครับ
นักบิน: ครับผม
ไรอัน: โอเค เจ๋งเลย ขอให้พระเจ้าคุ้มครองครับ
นักบิน: โชคดีครับ
ไรอัน: เช่นกันครับ

Ryan: Hey I just want to say thanks for the smooth flight.
Ryan: I do however have one more question. Is there like a specific angle of downward tilt
you have to fly at to...?
Pilot: 3 degrees
Ryan: 3 degrees for the curvature of the earth?
Pilot: Oh, for the earth? No, we just fly over the troposphere.
Ryan: Really?
Pilot: Yeah, yeah, yeah.
Ryan: Do you have to keep like kinda going down, because...?
Pilot: No. We actually have to "nose up" to fly... yeah.
Ryan: Really? Because, I was reading some stuff on the Flat Earth and it made a lot of sense.
Have you looked into it?
Pilot: Which one? Which one?
Ryan: I was reading some stuff on the Flat Earth.
Pilot: Ok, yeah yeah yeah yeah. True! True!
Ryan: That's true?
Pilot: Yep!
Ryan: Ok, cool! Gob bless brother.
Pilot: Have a good one.
Ryan: You too.

------------------------------------------------------------
และมีอีก 2 คน ตามนี้

Pilots tell the truth - Flat Earth


#คนที่1
ผู้โดยสาร: หวัดดีครับ คุณนักบิน
นักบิน: ว่าไง
ผู้โดยสาร: โลกกลมหรือแบนครับผม
นักบิน: แบน
ผู้โดยสาร: ขอบคุณครับผม ขอให้พระเจ้าคุ้มครอง

Passenger: What's up, pilot?
Pilot: Alright.
Passenger: Is the earth flat or round?
Pilot: FLAT
Passenger: Thanks! God bless you.
-------------------------------------------------------
#คนที่2
ผู้โดยสาร: คุณเป็นนักบินหรือเปล่าครับ
นักบิน: ใช่ครับผม
ผู้โดยสาร: ผมมีคำถาม 1 คำถามครับ
นักบิน: โอเค
ผู้โดยสาร: เวลาที่คุณจะเปลี่ยนระดับการบิน...
นักบิน: ครับ
ผู้โดยสาร: คุณต้องกดหัวต่ำลงหรือไปตรง ๆ ครับ
นักบิน: ไปตรง ๆ ครับ แค่ยกหัวขึ้นนิดหน่อย แค่นั้น
ผู้โดยสาร: ตรงไปไม่ต้องโค้งลงใช่ไหมครับ
นักบิน: ไม่ต้องครับ
ผู้โดยสาร: โอเค ขอบคุณมากครับ ขอบคุณจริง ๆ
นักบิน: ด้วยความยินดีครับผม

Passenger: Are you a pilot?
Pilot: Yes, sir.
Passenger: One question.
Pilot: Ok.
Passenger: When you descending in the air..
Pilot: Yeah.
Passenger: Do you dip or do you go straight?
Pilot: Straight. A little more with the nose up, that's it.
Passenger: Straight. You don't get the curve.
Pilot: No.
Passenger: Ok. Thank you so much. I appreciate you.
Pilot: You're welcome, sir.
----------------------------------------------------------


Pilot: the Earth is not moving underneath - Flat Earth

อันนี้แปลแบบจับใจความให้ละกัน คุยกันค่อนข้างยาว

ประเด็นที่ 1 ผู้โดยสารถามว่าเวลาบินนักบินมองเห็นได้ไกลแค่ไหน นักบินตอบว่าเห็นได้ประมาณซักร้อยไมล์ (ประมาณ 160 กม.) อย่างถ้าบินจากขอบ ๆ ของรัฐแคนซัสที่ติดกับรัฐเนแบรสกาก็สามารถมองเห็นเทือกเขาร็อกกี้ได้ ซึ่งจะอยู่ห่างไปอีกเกินร้อยไมล์ ถ้าดูจากแผนที่ก็ประมาณ 300 - 400 ไมล์ได้ (ประมาณ 480 - 603 กม.)

ประเด็นที่ 2 ผู้โดยสารถามว่า ผมรู้มาว่าเครื่องบินจะมีการโปรแกรมการบินให้บินเหนือพื้นผิวที่เรียบแบน คุณรู้เรื่องพวกนี้ไหมครับ นักบินตอบว่า ฉันก็ไม่แน่ใจเรื่องนี้นะ แต่ถ้าดูด้วยสายตาฉันว่ามันก็แบนนะ

ประเด็นที่ 3 ผู้โดยสารถามว่าแล้วในเรื่องของการบินมีการสอนอย่างไรเวลาเครื่องต้องลงจอดกับพื้นผิวโลกที่เคลื่อนที่จากทิศทางต่างๆ กัน อย่างถ้าโลกเราหมุนไปด้านข้างแต่คุณต้องนำเครื่องลงจอดในเส้นทางที่เป็นทิศเหนือ นักบินถามว่าเพราะว่าลมพัดจากทิศตะวันออกไปทิศตะวันตกน่ะเหรอ ผู้โดยสารบอกว่า ไม่ใช่ครับ หมายถึงพื้นดินที่มันเคลื่อนที่น่ะครับ นักบินตอบว่าพื้นดินมันก็ไม่ได้เคลื่อนที่มากเท่าไหร่นะ ปกติแล้วมันก็ดูไม่ได้เคลื่อนที่เมื่อเทียบกับการเคลื่อนที่ของเครื่องบิน ณ ช่วงเวลานั้น ผู้โดยสารถามต่ออีกว่า แล้วคุณรู้ไหมครับว่าพื้นผิวโลกเฉพาะในอเมริกาจะเคลื่อนที่เร็วประมาณ 700 ไมล์ต่อชั่วโมง จากซ้ายไปขวา ผมก็เลยคิดว่ามันคงเป็นเรื่องที่ลำบากมากหากเราต้องนำเครื่องลงจอดในทางทิศเหนือ นักบินตอบว่า ก็ไม่นะ พื้นดินก็ดูอยู่นิ่ง ๆ ไม่ได้เคลื่อนที่นะ

คำอธิบาย: อันนี้พูดถึงเรื่อง Coriolis effect ในโมเดลโลกกลม เมื่อโลกหมุนความเร็วของการหมุนในแต่ละพื้นที่จะไม่เท่ากัน อย่างตรงขั้วโลกเหนือและขั้วโลกใต้จะไม่มีความเร็วในการหมุนเพราะอยู่ตรงจุดศูนย์กลางพอดี และความเร็วก็จะเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ตามเส้นละติจูด และตรงเส้นศูนย์สูตรจะเป็นบริเวณที่โลกหมุนเร็วมากที่สุดคือ 1,650 กม./ชม. (27.5 กม./นาที หรือ 0.45 กม./วินาที)
--------------------------------------------------------------

คนนี้ขับเครื่องบินเล็กระดับความสูงไม่มากเท่าไหร่ แค่เขียนป้ายบอกว่า "THE EARTH IS FLAT"

FLAT - As Far As The Eye Can See

-----------------------------------------------------------------------

วันอาทิตย์ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2562

56) วิธีการคำนวณความโค้งของโลก (How to calculate earth curvature)

มีข้อมูลจากบทความนึงคำนวณองศาความโค้งของโลกโดยใช้ภาพถ่ายจากทะเลสาบมิชิแกนที่จุด Two Rivers ไปยังชายหาด Silver Creek เป็นระยะทาง 8.4 ไมล์ เมื่อคำนวณแล้วได้ความโค้งเท่ากับ 0.12 องศา แล้วบอกว่า 0.12 องศา แทบมองไม่เห็นความโค้ง 

ดูข้อมูลภาษาไทยได้จากลิงค์นี้ https://petmaya.com/lake-michigan-curvature-flat-earth?fbclid=IwAR2twOZ5PKyufIrlPLkfDjTkRotyZUS7rJ0NS0LPfKpILdjaSg7uDpbkiZI

คลิปต้นทางมาจากคลิปนี้

Curvature of Lake Michigan based on Round Earth Model


ทีนี้เรามาลองคิดให้ละเอียดกว่านั้น โดยดูความสูงของความโค้งของโลก (bulge) ณ เส้นขอบฟ้า เพราะตามคอนเซ็ปต์ของชาวโลกกลมจะเชื่อว่าเส้นขอบฟ้าคือจุดที่โลกโค้งลง เมื่อเรือแล่นไปถึงจุดนั้นเราจะเห็นว่าด้านล่างของเรือค่อย ๆ จมหายไป นั่นคือเหตุผลของอริสโตเติลเมื่อสองพันกว่าปีที่แล้วที่ทำให้เค้าเชื่อว่าโลกกลม และปัจจุบันคนก็ยังเชื่อตามข้อมูลนั้นอยู่เหมือนอย่างที่ Bill Nye อธิบายไว้ในรายการโทรทัศน์นี้เมื่อหลายปีก่อน

Bill Nye's Dumb Boats over the horizon claim

ปัจจุบันเรามีกล้องที่มีกำลังซูมภาพได้ไกลมากขึ้นซึ่งก็พิสูจน์ได้แล้วว่า ณ จุดเส้นขอบฟ้านั้นไม่ใช่จุดที่โลกโค้งลงอย่างที่เราเคยเข้าใจ 


Let's put the myth of ships going over the curvature to rest for ever. Flat Earth


การที่เราเห็นส่วนด้านล่างของเรือจมหายไปกับน้ำทะเลเป็นเพราะตามนุษย์มีความโค้งทำให้เราเห็นภาพระยะไกลเป็นแบบ perspective ซึ่งอธิบายไว้แล้วในบทความนี้ 49) เรื่องของดวงอาทิตย์ลับเส้นขอบฟ้า กฎ perspective และจุดรวมสายตา (vanishing point) https://flatearthmatters.blogspot.com/2019/08/49-perspective-vanishing-point.html คลิปด้านล่างคือตัวอย่างของภาพ perspective 

A simple demonstration of perspective not curvature.


การคิดคำนวณความโค้งของโลกจะใช้สเกลความโค้งของโลกที่มีเส้นรัศมี 6,371 กม. และมีเส้นรอบวง 40,030 กม. โดยใช้สูตรคำนวณใน Excel ตามภาพ หรือจะใช้เว็บไซต์คำนวณความโค้งของโลกก็ได้ www.earthcurvature.com


หรือจะใช้โปรแกรม AutoCAD สร้างโมเดลแล้วให้โปรแกรมคำนวณให้ก็ได้


ซึ่งเราก็จะได้สเกลความโค้งของโลกตามระยะทางตามมาตรวัดกิโลเมตรตามนี้
1 กม. โค้งลง 0.08 ม.
5 กม. โค้งลง 1.96 ม. (ตึก 1 ชั้นสูงประมาณ 3 ม.)
10 กม. โค้งลง 7.85 ม. (สูงกว่าตึก 2 ชั้นอีก)
20 กม. โค้งลง 31.39 ม.
30 กม. โค้งลง 70.63 ม.
100 กม. โค้งลง 784.79 ม.
200 กม. โค้งลง 3,140.00 ม. (3 กม. กับอีก 140 ม.)
500 กม. โค้งลง 19,650.05 ม. (19 กม. กับอีก 650 ม.)


Step ที่ 1 คิดแบบชั้นเดียวแค่ดูเรื่องระยะทาง 

ตามระยะทางระหว่าง Two Rivers ไปยังชายหาด Silver Creek เท่ากับ 8.4 ไมล์ คิดเป็น 13.51812 กม. โลกต้องโค้งลง 14.34 เมตร โดยใช้การคำนวณจากเว็บไซต์คำนวณความโค้งของโลก www.earthcurvature.com

การคิดแบบนี้เอาไว้ใช้กับการวางกล้องกับพื้นหรืออย่างเช่นในการทดลองโดยใช้กระจกสะท้อนแสงแบบนี้ การทดสอบดูความโค้งของโลกในกลุ่มของชาวโลกแบนทำการทดลองไว้หลายครั้งและใช้หลายวิธี ทั้งการยิงเลเซอร์ การใช้กล้องซูม แต่อันนี้เบสิคที่สุดคือการทดสอบวางแผ่นกระจกที่ชายหาดแคลิฟอร์เนียระยะทาง 13.51 กม. โลกต้องโค้งลง 14.34 เมตร ถ้าโลกโค้งจริงเราต้องไม่มีทางเห็นแสงสะท้อนจากกระจกนั่น


RESEARCH FLAT EARTH Mirror Test




Step ที่ 2 ถ้าต้องการใช้ปัจจัยความสูงของระดับสายตามมาคำนวณด้วยและดูค่าความสูงของความโค้ง (bulge) ของโลกประกอบด้วย

ถ้าจะให้คำนวณแบบละเอียดโดยใช้ระดับสายตามาคำนวณร่วมด้วยก็จะได้ตามนี้ สมมติว่าผู้ถ่ายมีความสูง 180 ซม. ในระยะทาง 8.4 ไมล์ (13.51812 กม.) เส้นขอบฟ้าจะอยู่ที่ 4.78 กม. และสถานที่ปลายทางต้องอยู่ต่ำกว่าเส้นขอบฟ้าลงไปตามความโค้งของโลกเท่ากับ 5.97 เมตร แปลว่าปลายทางของสถานที่นั้นต้องสูงกว่าความโค้งของโลก 5.97 เมตร ตาเราถึงจะเห็น และยิ่ง Silver Creek คือชายหาดเรายิ่งไม่ควรเห็น


ทีนี้จากการคำนวณที่ฝรั่งคิดไว้ก็ถูกและเราสามารถเอามาเช็คคำตอบเพื่อทวนการคำนวณข้างบนได้ด้วย ก็ใช้วิธีคำนวณย้อนกลับเพื่อเป็นการเช็คคำตอบก็จะได้ตามนี้ เอาเส้นรอบวงของโลก 40,030 กม. หารด้วยวงกลม 360 องศา จะได้ระยะทางต่อ 1 องศาเท่ากับ 111.194444 กม. แล้วเอามาคูณกับ 0.12 องศา ก็จะได้ 13.343 กม. ใกล้เคียงกับตัวเลขระยะทางระหว่างจุดที่กล้องถ่ายกับจุดหมายที่วัดไว้ระหว่าง Two Rivers กับชายหาด Silver Creek เท่ากับ 8.4 ไมล์ หรือ 13.51812 กม.




-----------------------------------------------------