วันพฤหัสบดีที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2562

50) ข้อมูลเพิ่มเติมเรื่อง GPS และคุณสมบัติของคลื่นวิทยุที่จะช่วยยืนยันได้ว่าโลกแบน

ข้อมูลเพิ่มเติมเรื่อง GPS และคุณสมบัติของคลื่นวิทยุที่จะช่วยยืนยันได้ว่าโลกแบน 

จากคำถามของคุณกฤตเมธ  พิลึก ที่ถามเกี่ยวกับเรื่อง GPS จากบทความชิ้นที่ 19) ว่าด้วยเรื่องระบบการบิน การเดินเรือ และการใช้อุปกรณ์ GPS, เรดาร์, ไจโรสโคป และดาวเทียม


ซึ่งในเนื้อหาแอดได้เขียนระบุนาทีที่กัปตันพูดไว้ชัดเจนพร้อมประโยคภาษาอังกฤษที่กัปตันพูด แล้วแปลเป็นภาษาไทยไว้ให้เรียบร้อยแล้วตั้งแต่ต้นบทความ



เนื่องจากเรือ Le Boreal ลำนี้ไม่มีระบบ GPS กัปตันลาแมร์ต้องใช้วิธีพล็อตตำแหน่งของเรือโดยใช้แผนที่ในระบบ manual ดังในภาพ


แอดไปหาข้อมูลเพิ่มเติมมาให้มีคำอธิบายเกี่ยวกับระบบการทำงานของ GPS ตามนี้

ในเว็บ www.quora.com มีผู้ตั้งข้อสงสัยไว้ว่า "ทำไมเราใช้สัญญาณ GPS ในทะเลไม่ได้ แม้ว่าเราจะมีสัญญาณ WiFi" ผู้ที่มาตอบคำถามข้อนี้คือ Syed Zaeem Hosain เป็นผู้บริหารด้านเทคนิคและเป็นผู้ก่อตั้งบริษัท Aeris Communications ซึ่งเขาได้อธิบายไว้เกี่ยวกับระบบ GPS และ WiFi โดยจะแปลแบบสรุปความเฉพาะที่เกี่ยวกับเรื่อง GPS ให้ด้านล่าง


GPS คือระบบนำทางที่ใช้คลื่นวิทยุส่งสัญญาณระยะไกล เป็นสัญญาณอ่อน และเป็นระบบแบบรับอย่างเดียว (ส่งไม่ได้) ส่วนการรับ-ส่งข้อมูลแบบ data ใช้ได้กับระบบ GPS ที่มีการกระจายสัญญาณผ่านดาวเทียมเท่านั้น (ประเด็นนี้ไม่ได้จะบอกว่ามีดาวเทียมนะ แต่แปลให้ตามที่คนเขียนอธิบายไว้ อย่ามาแย้งอีกล่ะ)

ระบบ GPS ทำงานได้ดีในทะเลและเครื่องบินที่อยู่เหนือน้ำ (GPS ทำงานใต้น้ำทะเลไม่ได้เพราะน้ำทะเลเป็นสื่อกระแสไฟฟ้า เรือดำน้ำใช้ระบบ SONAR คือการส่งคลื่นเสียง)

สรุปตรงด้านล่าง
เขาอธิบายว่า "ถ้าคุณไม่มีระบบดาวเทียมที่จะสามารถใช้ส่ง data ได้ในทะเล การใช้ GPS ก็จะทำได้แค่บอกตำแหน่งละติจูดกับลองจิจูดแค่นั้น แต่ถ้าจะให้แสดงผลเชื่อมโยงกับแผนที่อย่างในมือถือมันจะทำไม่ได้ คุณต้องทำการพล็อตตำแหน่งด้วยวิธี manual บนแผนที่ที่มีรายละเอียดขนาดใหญ่เอาเอง"

ดูเพิ่มเติม
โปรเจ็ค Google Loon ของบริษัท Google ที่ใช้บอลลูนกระจายสัญญาณอินเตอร์เน็ตในเขตชนบทที่อยู่ห่างไกล ที่ยังไม่มีเสาสัญญาณโทรศัพท์ไปติดตั้ง ถ้าหากว่าเรามีดาวเทียมในการส่งคลื่นสัญญาณโทรศัพท์อยู่แล้ว แล้ว Google ต้องทำโปรเจ็ค Google Loon ขึ้นมาอีกทำไมล่ะ??

Delivering Connectivity


อ้างอิง
https://www.quora.com/How-come-GPS-doesn’t-work-out-at-sea-even-though-I-can-get-WiFi


ทีนี้มาเข้าเรื่องที่ว่าคลื่นวิทยุสามารถยืนยันได้ว่าโลกไม่มีความโค้งได้อย่างไร

คลื่นวิทยุมีคุณสมบัติเป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่มีการใช้งาน 2 ระบบคือคลื่น A.M. และคลื่น F.M. คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ามีการกระจายสัญญาณแบบเส้นตรงเช่นเดียวกับการเดินทางของแสง 




คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าสามารถกระจายสัญญาณได้ทั้งในอากาศและสุญญากาศ แต่มีข้อจำกัดในการกระจายสัญญาณทะลุผ่านตัวกลางที่เป็นพื้นดิน ผนังถ้ำ น้ำ น้ำทะเล ชั้นหิน หรือ ที่ชื้นแฉะ เนื่องจากตัวกลางเหล่านี้มีแร่ธาตุอื่นที่นำไฟฟ้าประกอบอยู่ จึงทำให้คลื่นถูกลดทอนลงเพราะคุณสมบัติทางการนำไฟฟ้าของตัวกลางนั้น จนในที่สุดคลื่นก็อ่อนแรงและหายไป น้ำทะเลเป็นตัวกลางที่ลดทอนการกระจายสัญญาณของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าสูงมากเนื่องจากมีค่าการนำไฟฟ้าสูงกว่าน้ำจืดถึง 400 เท่า


เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 1901 Guglielmo Marconi นักประดิษฐ์ชาวอิตาเลียนได้ทำการทดลองส่งสัญญาณวิทยุระยะไกลข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก จากชายฝั่งประเทศอังกฤษที่เมือง Cornwall ที่สถานีแห่งนี้มาร์โคนีสร้างเสาส่งสัญญาณไว้สูง 61 เมตร และจุดรับสัญญาณอยู่ที่สถานีบนหมู่เกาะ Newfoundland ของประเทศแคนาดา ระยะทางจากชายฝั่งประเทศอังกฤษมาถึงสถานีรับสัญญาณบนอีกฝั่งของประเทศแคนาดาห่างกัน 3,500 กม. 



ความถี่คลื่นที่ใช้ส่งสัญญาณในวันนั้นประมาณ 500 kHz อยู่ในย่านความถี่ปานกลาง medium-wave band ซึ่งเป็นลักษณะการส่งคลื่นแบบ Ground wave หรือเรียกว่าคลื่นดิน ด้วยระยะทาง 3,500 กม. สถานีที่หมู่เกาะ Newfoundland จะต้องโค้งลงไปตามความโค้งของโลกเป็นระยะทาง 884.705 กม. และเส้นขอบฟ้า (Horizon) อยู่ห่างจากจุดส่งสัญญาณเท่ากับ 27.87 กม. 




และเนื่องจากการกระจายสัญญาณของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเดินทางเป็นเส้นตรง เมื่อคลื่นเดินมาถึงจุดเส้นขอบฟ้าก็ต้องเจอกับน้ำทะเลที่มีค่านำไฟฟ้าสูงซึ่งเป็นตัวกลางในการดูดกลืนสัญญาณให้หายไป จึงเป็นไปไม่ได้ที่คลื่นวิทยุจากการทดลองครั้งนี้จะกระจายสัญญาณต่อไปถึงจุดรับสัญญาณที่อยู่ห่างออกไปอีกกว่า 3,000 กม. นอกเสียจากว่าแผ่นดินของโลกไม่ได้มีความโค้ง และคลื่นเดินทางเป็นเส้นตรงซึ่งจะไม่เจอน้ำทะเลที่จะลดทอนสัญญาณที่ส่งมาจากสถานีในประเทศอังกฤษจนมาถึงจุดรับสัญญาณในประเทศแคนาดา


อ้างอิง
1) http://e20ae.blogspot.com/2018/06/radio-communications-through-water-soil-cave.html
2) https://www.coursehero.com/file/p7o6dr7/The-relative-permittivity-e-r-is-dimensionless-quantity-which-in-the-case-of/
3) http://marconisociety.org/marconis-first-transmission/
4) https://sites.google.com/site/surinamateurradioassociation/The-antenna-and-cable-signals/General-knowledge/Radio-wave-propagation

--------------------------------------------------------

วันจันทร์ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2562

49) เรื่องของดวงอาทิตย์ลับเส้นขอบฟ้า กฎ perspective และจุดรวมสายตา (vanishing point)

ดวงอาทิตย์ไม่ได้ตกไปที่ขอบโลกตรงเส้นขอบฟ้าอย่างที่เราเข้าใจ แต่เป็นเพราะข้อจำกัดของสายตามนุษย์ที่ทำให้เรามองเห็นแบบนั้น เมื่อมองระยะไกลตาเราจะเห็นว่าขอบฟ้าต่ำลงและพื้นดินสูงขึ้น จนถึงจุดรวมสายตาหรือที่เรียกว่า vanishing point ซึ่งจะทำให้เรามองเห็นว่าดวงอาทิตย์หายลับไป 







ลองดูคลิปนี้ใช้กล้องซูมดวงอาทิตย์ให้ดู ถ้ามองด้วยตาเปล่าเราจะเห็นว่าดวงอาทิตย์กำลังตกลงที่เส้นขอบฟ้า แต่พอเอากล้องซูมเข้าไปเราจะเห็นว่ามันยังลอยอยู่เหนือเส้นขอบฟ้าไม่ได้ลดต่ำลงอย่างที่เราเข้าใจ

Sunsets and The Vanishing Point - Flat Earth


อีกคลิปนึงถ่ายดวงอาทิตย์จากที่ภูเก็ตนี่เอง ดูตอนนาทีที่ 4.35 จะเห็นว่าดวงอาทิตย์กำลังลอยห่างออกไปและกำลังโค้งออกไปทางขวา ซึ่งก็บอกได้ว่าดวงอาทิตย์โคจรเป็นวงกลมสอดคล้องกับโมเดลโลกแบน 

Flat Earth Proof: Sunset off Phuket




อย่างเช่นผู้ชายคนนี้เดินข้ามสนามฟุตบอล การที่เท้าและขาด้านล่างของเขาหายไปไม่ใช่เพราะความโค้งของสนามฟุตบอลแต่เป็นเพราะข้อจำกัดของตามนุษย์เอง 

A simple demonstration of perspective not curvature.





-------------------------------------------------------------

วันพฤหัสบดีที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2562

48) ตำราทางดาราศาสตร์ในระบบจักรวาลแบบ Geocentric ของ Ptolemy

Claudius Ptolemy เขียนตำราระบบจักรวาลแบบ Geocentric (โลกเป็นศูนย์กลาง) ไว้ทั้งหมด 13 เล่ม พร้อมทั้งอธิบายการโคจรของดาวและบอกสูตรและตัวเลขเพื่อใช้ในการคำนวณด้วย และยังมีอีก 1 เล่มที่เขียนไว้เพื่อใช้ในการพยากรณ์ ความรู้ด้านดาราศาสตร์ของชาวกรีกโบราณได้รับการสืบทอดต่อกันมาตั้งแต่ยุคอียิปต์โบราณ โดยมีหลักฐานจากภาพปูนปั้นนูนต่ำ 12 ราศี ที่วิหาร Dendera ซึ่งถูกสร้างตั้งแต่ 4,500 ปีก่อน (กรีกกับอียิปต์อยู่ห่างกันแค่ 1,500 กม.)

ภาพจากกระทู้ในพันทิป อ่านเพิ่มเติมได้จากลิงค์ด้านล่าง 
https://pantip.com/topic/37225476 (หลักฐานกลุ่มดาว 12 ราศี และสัญลักษณ์จากยุคอียิปต์โบราณ)


Temple of Hathor - Dendera Egypt


ตำราของ Ptolemy ได้รับความนิยมมากในหมู่นักดาราศาสตร์เลยมีการนำมาแปลเป็นภาษาต่าง ๆ ดังนั้นหนังสือที่เขียนเกี่ยวกับระบบจักรวาลแบบ Geocentric ก็ถูกพัฒนามาเรื่อย อย่างเล่มนี้ถูกแปลเป็นภาษาอารบิกเขียนขึ้นในประเทศสเปนตั้งแต่ปี 1381 

University of Pennsylvania Library's LJS 268 - Ptolemy's Almagest (Video Orientation)
https://youtu.be/c4aVqLpYoPk


สามารถดาวน์โหลดเอกสารสแกนมาดูได้จากลิงค์นี้ http://openn.library.upenn.edu/Data/0001/html/ljs268.html


เล่มนี้เขียนตั้งแต่ปี 1481 มีการทำไดอะแกรมแบบขยับได้ประกอบกับคำอธิบายโดยละเอียด

University of Pennsylvania Library's Ms Codex 1881 - Astronomical treatises and tables
เล่มนี้มีตารางสถิติการเกิดสุริยุปราคาและจันทรุปราคาพร้อมภาพประกอบเขียนขึ้นในปี 1500 

University of Pennsylvania Library's LJS 300 - Calendarium and ephemerides (Video Orientation)
https://youtu.be/yucPKby5B_Y



สามารถดาวน์โหลดเอกสารสแกนมาดูได้จากลิงค์นี้
http://dla.library.upenn.edu/dla/medren/pageturn.html?id=MEDREN_9949184223503681&rotation=0&currentpage=24


Copernicus มีตำราให้ศึกษาเพียบ อย่างเล่มนี้ถูกแปลเป็นภาษาอารบิกเขียนขึ้นไปช่วงต้นปี 1500

University of Pennsylvania Library's LJS 392 - Taḥrīr al-majisti (Video Orientation)
https://youtu.be/-_FEhx58xmw


สามารถดาวน์โหลดเอกสารสแกนมาดูได้จากลิงค์นี้
http://dla.library.upenn.edu/dla/medren/pageturn.html?id=MEDREN_9950804433503681&currentpage=19&rotation=0&size=4


เล่มนี้สวยมากตีพิมพ์ปี 1540 ตรงไดอะแกรมที่หมุนได้นี่มันเจ๋งมาก (เล่มนี้คือตัว copy ทำเลียนแบบต้นฉบับอีกที) 

Astronomicum Caesareum

สามารถดาวน์โหลดเอกสารสแกนมาดูได้จากลิงค์นี้ 


ส่วนเล่มนี้เป็นภาษาละตินอยู่ในห้องสมุดของ Royal Astronomical Society ที่ประเทศอังกฤษ ถ้าสังเกตให้ดีตำรารุ่นเก่า ๆ ที่เป็นภาษาอารบิกจะไม่มีภาพโลกกลมเลย มีแต่ไดอะแกรมและมีการวาดภาพประกอบเป็นเส้นทางโคจรของดวงดาวบนแผ่นที่มีลักษณะกลม แต่สำหรับเล่มนี้ตีพิมพ์ในปี 1515 เริ่มมีการวาดภาพโลกกลมให้เห็น

The Almagest - Objectivity #124


ส่วนเล่มนี้คือตำราของ Copernicus ที่ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 1543

$2 million banned book by Copernicus


ส่วนตำราดาราศาสตร์ที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 4 มีไว้ในครอบครองคือเอกสารที่ชื่อว่า Outlines of Astronomy เขียนโดย Sir John F.W. Herschel เป็นนักดาราศาสตร์ชาวอังกฤษ ในหนังสือเล่มนี้เขียนบรรยายทั้งระบบจักรวาลแบบ Geocentric และ Heliocentric ควบคู่กัน หากสนใจศึกษาต่อสามารถดาวน์โหลดมาอ่านได้ฟรีจากลิงค์ด้านล่างนี้ 



ภาพจากบทความ 18 สิงหาคม 2411: เกิดสุริยุปราคาเต็มดวง, รัชกาลที่ 4 ทรงคำนวณล่วงหน้าได้อย่างแม่นยำ
https://www.silpa-mag.com/this-day-in-history/article_1610


แม้ว่าปัจจุบันเราจะเชื่อว่าโลกเป็นส่วนหนึ่งของระบบสุริยะ โลกเป็นดาวเคราะห์ดวงหนึ่งที่เป็นบริวารของดวงอาทิตย์ และดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลางของระบบสุริยะ ซึ่งจะเห็นได้ชัดว่าระบบดาราศาสตร์ทั้งสองแบบนี้ไม่มีอะไรที่เหมือนกันเลยซักอย่าง ระบบโลกเป็นศูนย์กลาง (Geocentric) คือโลกอยู่นิ่งกับที่ ไม่หมุน ไม่เคลื่อนที่ ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ดวงดาวโคจรรอบโลก ส่วนโลกกลมในระบบสุริยะมีการเคลื่อนที่ 3 แบบ คือ 

1) หมุนรอบตัวเองด้วยความเร็ว 1,650 กม./ชม. 

2) โคจรรอบดวงอาทิตย์ด้วยความเร็ว 108,000 กม./ชม. 

3) พุ่งตามดวงอาทิตย์ด้วยความเร็วมากกว่า 200 กม./วินาที (คำนวณแล้วประมาณแปดแสนกิโลต่อชั่วโมง) 



The helical model - our solar system is a vortex

แต่ทำไมเรายังคงใช้องค์ความรู้เรื่องการดูดาว วิธีคำนวณการเคลื่อนที่ของดวงดาว และอุปกรณ์ที่ใช้ในการดูดาวที่พัฒนามาจากระบบโลกเป็นศูนย์กลางบนโลกที่มีลักษณะแผ่นดินแบนราบเรียบ ไม่มีความโค้งได้อยู่เหมือนเดิม??

William A. Eisenhauer, Van Wert อยู่ที่รัฐ Ohio ได้จดสิทธิบัตรเครื่องมือที่เรียกว่า UNIVERSAL PLANISPHERE COMPLETE GUIDANCE AND COMPUTER SYSTEM (หมายเลข 3,858,334 ลงวันที่ Jan. 7, 1975) สามารถใช้คำนวณการดูดาวและใช้บอกตำแหน่งต่าง ๆ บนโลกได้ จะเห็นว่า planisphere ที่ Eisenhauer ออกแบบไว้นั้นใช้กับโลกที่มีลักษณะแบนและมีขั้วโลกเหนืออยู่ตรงกลาง อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้จากลิงค์ด้านล่าง




นอกจากนั้นในตำรา Almagest ของ Claudius Ptolemy ได้ทำนายการเกิดสุริยุปราคาไว้ล่วงหน้ากว่าสองพันปี ปรากฎว่าคำทำนายเหล่านั้นก็เกิดขึ้นจริงและถูกต้องด้วย ทั้งที่ระบบดาราศาสตร์เปลี่ยนไปจากเดิมแล้วอย่างสิ้นเชิง 

มีงานวิชาการอยู่ชิ้นนึงของ Jayant Shah ตีพิมพ์ในวารสาร Annals of Mathematical Sciences and Applications Volume 3, Number 1, 7–29, 2018 ได้ตรวจสอบความถูกต้องของการคำนวณเกี่ยวกับการเกิดสุริยุปราคาจากตำราโบราณ 3 ชิ้น คือตำรา Almagest ของ Ptolemy ตำรา Shoushihli ของจีน และ Tantrasangraha ของอินเดีย จากการทดสอบทางสถิติก็พบว่าการคำนวณของ Ptolemy มีความถูกต้องมากที่สุด พบข้อผิดพลาดเพียงแค่ 3%



-----------------------------------------------------------------------------


วันเสาร์ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2562

47) Operation Fishbowl ปฏิบัติการทดสอบระเบิดนิวเคลียร์ในชั้นอวกาศ

อเมริกาได้ทำการทดสอบระเบิดนิวเคลียร์มาตั้งแต่ศตวรรษที่ 20 (ช่วงปี 1945 - 1963) โดยแบ่งการทดสอบออกเป็น 4 ประเภทคือ

1. การทดสอบบนในชั้นบรรยากาศโลก (Atmospheric)

Nuclear Test Film Highlights - Restored Footage, New Films, Epic Explosions
https://www.youtube.com/watch?v=4u3xywbrHS8


2. การทดสอบใต้ผิวโลก (Underground)

6.8 Magnitude Earthquake Simulated by Underground Nuclear Explosion!
https://www.youtube.com/watch?v=UPwSN9gUG5c


3. การทดสอบในชั้นอวกาศ (Exoatmosphere)

Declassified U.S. Nuclear Test Film #62
https://www.youtube.com/watch?v=KZoic9vg1fw

4. การทดสอบใต้ผิวน้ำ (Underwater)

HD atomic bomb Underwater Nuclear Burst finial version tsunami bomb 1958


ถ้าดูข้อมูลจาก Wikipedia การทดสอบระเบิดนิวเคลียร์มีปฏิบัติการอยู่หลายประเทศรวมกันก็ 2,121 ครั้ง และอเมริกามีการทดสอบมากที่สุดคือ 1,032 ครั้ง รองลงมาคือสหภาพโซเวียต 727 ครั้ง


High Altitude Nuclear Test

สำหรับการทดสอบนิวเคลียร์ที่จะนำเสนอเป็นการทดสอบยิงนิวเคลียร์ขึ้นไปสูงถึงชั้นอวกาศ ไปถึงชั้นไอโอโนสเฟียร์ (ประมาณ 60 กม.ขึ้นไปจนถึง 1,000 กม.)



สหรัฐอเมริกาทำการทดสอบครั้งแรกในปี 1958 ภายใต้ชื่อปฏิบัติการ Hardtack ที่มหาสมุทรแปซิฟิกทั้งหมด 3 ครั้ง
  1. Yucca สูง 26.2 กม. แรงระเบิด 1.7 กิโลตัน
  2. Teak สูง 76.8 กม. แรงระเบิด 3.8 เมกะตัน
  3. Orange สูง 43 กม. แรงระเบิด 3.8 เมกะตัน
Operation Hardtack, Military Effects Studies, Part 2 - High Altitude Studies (1958)
https://www.youtube.com/watch?v=ygQgWKtNFhg


Operation Hardtack - Yucca Shot
https://www.youtube.com/watch?v=I5T05YoVcAk


ต่อมาปีเดียวกันมีการทดสอบอีกในปฏิบัติการ Argus โดยใช้ระเบิดนิวเคลียร์ติดไปกับจรวด Lockheed X-17 คราวนี้ยิงขึ้นไป 3 ครั้งจากเรือกลางมหาสมุทรแอตแลนติคใต้ ระเบิดนิวเคลียร์นี้ถูกยิงขึ้นไปในระดับที่สูงมากกว่าร้อยกิโล
  1. Argus I สูง 200 กม. แรงระเบิด 1.5 กิโลตัน
  2. Argus II สูง 240 กม. แรงระเบิด 1.5 กิโลตัน
  3. Argus III สูง 540 กม. แรงระเบิด 1.5 กิโลตัน
Operation Argus - Project Argus 1958


ต่อมาปี 1962 มีการทดสอบอีกครั้งในปฏิบัติการที่ชื่อว่า Operation Dominic ซึ่งมีปฏิบัติการ Operation Fishbowl อยู่ในโครงการนี้ ทดสอบที่มหาสมุทรแปซิฟิก

Operation Dominic (1962)

HD Operation Fishbowl nuke blast in space 1962
https://www.youtube.com/watch?v=AkujMTSFr9o





ในปฏิบัติการ Operation Fishbowl มีการยิงระเบิดนิวเคลียร์ขึ้นไปในอวกาศ 5 ครั้ง
1. Starfish Prime สูงขึ้นไปในชั้นบรรยากาศถึง 399 กม. แรงระเบิด 1.4 เมกะตัน
2. Checkmate สูง 147 กม. แรงระเบิด 10 กิโลตัน
3. Bluegill 3 Prime สูง 48.2 กม. แรงระเบิด 400 กิโลตัน
4. Kingfish สูง 96.3 กม. แรงระเบิด 400 กิโลตัน
5. Tightrope สูง 21 กม. แรงระเบิด 10 กิโลตัน

สหภาพโซเวียต

นอกจากนั้นสหภาพโซเวียตก็มีการทดสอบการยิงนิวเคลียร์แบบนี้เช่นกันมีทั้งหมด 7 ครั้ง ระหว่างปี 1961 - 1962
1. #88 Groza ("Joe 79") ยิงวันที่ 6 ก.ย. 1961 ระดับความสูง 22.7 กม. แรงระเบิด 10.5 กิโลตัน
2. #115 Grom ("Joe 98") ยิงวันที่ 6 ต.ค. 1961 ระดับความสูง 41.3 กม. แรงระเบิด 40 กิโลตัน
3. K PROJECT--#127 K-2 ("Joe 109?") ยิงวันที่ 27 ต.ค. 1961 ระดับความสูง 150 กม. แรงระเบิด 1.2 กิโลตัน
4. K PROJECT--#128 K-1 ("Joe 105?") ยิงวันที่ 27 ต.ค. 1961 ระดับความสูง 300 กม. แรงระเบิด 1.2 กิโลตัน
5. K PROJECT--#184 K-3 ("Joe 157")  ยิงวันที่ 22 ต.ค. 1962 ระดับความสูง 290 กม. แรงระเบิด 300 กิโลตัน
6. K PROJECT--#187 K-4 ("Joe 160") ยิงวันที่ 28 ต.ค. 1962 ระดับความสูง 150 กม. แรงระเบิด 300 กิโลตัน
7. K PROJECT--#195 K-5 ("Joe 168") ยิงวันที่ 1 พ.ย. 1962 ระดับความสูง 59 กม. แรงระเบิด 300 กิโลตัน



https://www.youtube.com/watch?v=OqPkG_wCGAA


ต่อมาเมื่อวันที่ 5 เมษายน 1963 อเมริกาและโซเวียตได้ลงนามในสัญญาร่วมกันเพื่อแบนการทดสอบอาวุธนิวเคลียร์ในชั้นบรรยากาศ ในมหาสมุทร และในอวกาศ


The Worst Nuclear Testing You've Never Heard Of

สรุป

การยิงนิวเคลียร์เพื่อการทดสอบในชั้นอวกาศที่มีความสูงมากกว่า 40 กม. มีทั้งหมด 15 ครั้ง อเมริกายิง 9 ครั้ง โซเวียตยิง 6 ครั้ง อเมริกายิงได้สูงที่สุดคือ Argus III เมื่อวันที่ 6 ก.ย. 1958 สูงถึง 540 กม. 


-------------------------------------------------