วันพุธที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2561

15) ที่มาที่ไปของระบบสุริยะ Heliocentric Model

Heliocentric มีที่มาอย่างไรและกำลังจะพาเราไปไหน ลองอ่านดู

ตามโมเดลของ Heliocentric ที่มีดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลางของจักรวาลหรือที่เรียกว่าระบบสุริยะนั้นถูกนำเสนอโดย Nicolaus Copernicus ตั้งแต่ปี 1543 ซึ่งก็ประมาณเกือบ 500 ปีที่แล้ว แต่ตามความเชื่อเดิมก่อนหน้านี้คือโลกเป็นศูนย์กลางที่เรียกว่า Geocentric Model ตามตำราที่เขียนโดยเคลาดิออส โตเลเมออส (Claudius Ptolemaeus) หรือในภาษาอังกฤษออกเสียงว่าทอเลมี (Ptolemy) ซึ่งเป็นนักคณิตศาสตร์ นักภูมิศาสตร์ นักดาราศาสตร์ และนักโหราศาสตร์ ทอเลมีเป็นชาวกรีกที่อาศัยอยู่ในเมืองอเล็กซานเดรีย (ช่วงปี AD 100 - 170) เขาเขียนตำราไว้หลายเล่ม ซึ่งเขาศึกษาดาราศาสตร์ทั้งจากความรู้ของชาวกรีกโบราณที่สืบทอดต่อกันมาและจากการสังเกตตำแหน่งและการเคลื่อนที่ของดวงดาวบนท้องฟ้า หนังสือเล่มที่ถือเป็นคัมภีร์โบราณและมีองค์ความรู้เกี่ยวกับดาราศาสตร์ชื่อว่า Μαθηματικὴ Σύνταξις (Mathēmatikē Syntaxis) ภาษาอังกฤษเรียกว่า The Mathematical Compilation หรืออีกชื่อนึงเรียกว่า The Great Treatise ในภาษาอาหรับเรียกว่า Almagest

Credit: Newberry Library Facebook

โมเดลการเคลื่อนที่ของดวงดาวใน Geocentric
ptolemy's model of the universe

ทฤษฎี Geocentric ของทอเลมีได้รับการยอมรับมาอย่างยาวนานมากว่า 1,400 ปี ก่อนการนำเสนอทฤษฎีของคอเปอร์นิคัส (1) ตำราของทอเลมีเขียนเป็นภาษากรีกโบราณอธิบายเกี่ยวกับการเคลื่อนที่ของดวงดาวโดยใช้หลักการทางคณิตศาสตร์ ซึ่งมีทั้งหมด 13 ตอน ต่อมาภายหลังได้ถูกแปลไปหลายภาษาทั้งภาษาละตินและอาหรับ (2) โมเดล Geocentric นอกจากจะมีโลกเป็นศูนย์กลาง อยู่นิ่ง ๆ ไม่เคลื่อนที่ แต่มีดวงอาทิตย์และดวงจันทร์หมุนรอบโลก และการเคลื่อนที่ของดวงดาวมีลักษณะเคลื่อนไปพร้อมกันตามทรงกลมฟ้า (Celestial sphere) ที่มีลักษณะเป็นเส้นโค้ง (arc) โมเดลของทอเลมีมีความซับซ้อนมากเพราะการเคลื่อนที่ของดาวบางดวงมีการเคลื่อนย้อนหลัง (retrograde) แต่ก็มีความถูกต้องแม่นยำเพราะสามารถคำนวณตำแหน่งการมองเห็นของดวงดาวและการเคลื่อนที่ของดาวได้ล่วงหน้า (อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Geocentric ได้ที่ http://www.lesa.biz/astronomy/cosmos/geocentric - ภาษาไทย)

ทฤษฎี Heliocentric ที่คอเปอร์นิคัสนำเสนอมานั้นได้รับการยอมรับไม่ใช่เหตุผลเพราะว่าแม่นยำมากกว่า แต่มีการอธิบายการเคลื่อนที่ของดาวที่ง่ายกว่าตามหลักปรัชญาของ Occam's Razor (Ockham’s Razor) ที่บอกว่า "เราไม่ควรสร้างข้อสมมุติฐานเพิ่มเติมโดยไม่จำเป็น" หรือ "ทฤษฎีไม่ควรซับซ้อนเกินความจำเป็น" (3) Copernicus เป็นนักดาราศาสตร์และนักคณิตศาสตร์ชาวโปแลนด์ทำงานให้กับโบสถ์คาทอลิก เขาเขียนบันทึกการสังเกตดวงดาวไว้ตั้งแต่ประมาณปี 1530s แต่ปฏิเสธที่จะตีพิมพ์เป็นหนังสือมาตลอด จนกระทั่งปี 1543 เขายอมให้ตีพิมพ์โดยใช้ชื่อ De revolutionibus orbium coelestium (On the Revolutions of the Heavenly Spheres) ก่อนที่เขาจะเสียชีวิตไม่นาน


ถ้าศึกษากันให้ดี ๆ ความรู้ด้านดาราศาสตร์ยุคหลังจาก Copernicus มีความเกี่ยวข้องกับศาสนจักรและมีหลักฐานในการเชื่อมโยงกับกลุ่มต่าง ๆ ทั้งแบบลับและไม่ลับ พวกเขาทำงานกันเป็นระบบตามที่วางแผนมา ถ้าดูแค่ตื้น ๆ อาจจะดูไม่เกี่ยวข้องกัน แต่ถ้ามองเส้นทางการเชื่อมโยงจะเห็นว่าพวกเขาเป็นเครือข่ายกันและทำงานในทิศทางเดียวกันเพื่อไปให้ถึงจุดหมายที่ต้องการ ในภาพจะมีการใช้สัญลักษณ์ดวงอาทิตย์เป็นแฉก ๆ เป็นของกลุ่ม Jesuit ส่วนวงเวียนและไม้ฉากเป็นสัญลักษณ์ขององค์กรฟรีเมสัน และปิรามิดกับดวงตา (All-seeing eye of God หรือ The Eye of Horus) คือสัญลักษณ์ของกลุ่มอิลูมินาติ (อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/welovethaihistory/posts/434918056555492 - ภาษาไทย)

ธนบัตร 1 เหรียญของสหรัฐอเมริกามีสัญลักษณ์ All-seeing eye of God) หมายความว่าอะไร??



























คณะเยซูอิตเป็นคณะนักบวชคาทอลิกที่ก่อตั้งโดยนักบุญอินาเซียสแห่งโลโยลา (St. Ignatius of Loyola) มีเป้าหมายในการจัดตั้ง The Jesuit Order
ขอเชิญอ่านภาษาไทยได้ที่สมาคมลับเหนือสมาคมลับครองโลก ตอนที่ 5 (คำปฏิญาณของเยซูอิต)

อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สมาคมลับเหนือสมาคมลับครองโลก ตอนที่ 4 (เยซูอิตครองโลก)
มีหลุมอุกาบาตบนดวงจันทร์ 35 แห่งถูกตั้งชื่อตามนักบวชใน Jesuit ที่เป็นนักดาราศาสตร์ นักฟิสิกส์
นักคณิตศาสตร์ที่สนับสนุนโมเดล Heliocentric

ทฤษฎี Big Bang ถูกเสนอมาจาก Georges Lemaitre นักบวชจากคณะเยซูอิต ในปี 1933


หอดูดาวที่วาติกันเป็นเจ้าของที่ Mt. Graham ติดตั้งกล้องดูดาวที่มีประสิทธิภาพดีที่สุด
และมีชื่อย่อว่า L.U.C.I.F.E.R


โปสเตอร์จากนิทรรศการ Anti-Semitic (กลุ่มต่อต้านชาวยิว) ในช่วงปี 1941 - 1942
ซึ่งเอามาจัดนิทรรศการ The Grand Anti-Masonic Exhibition ในปี 2015 ที่เมืองเบลเกรด ประเทศเซอร์เบีย 

Credit: NASA & Freemasonry.
ในคลิปนี้อธิบายความเชื่อมโยงระหว่างวงการอวกาศ นักบวชในเยซูอิต
และองค์กร Freemason ที่มีเครือข่ายธุรกิจระดับโลก

โครงสร้างของกลุ่มฟรีเมสันมีโครงสร้างเหมือนปิรามิด สมาชิกในแต่ละขั้นมีหน้าที่ต่างกัน
และจะได้รับรู้ข้อมูลต่างกันตามลำดับความสำคัญ
(อ่านเพิ่มเติมได้ที่ http://www.fxhanuman.com/web/index.php/2016-08-03-14-08-02/89-2016-09-26-06-58-22/243-illuminati-freemason - ภาษาไทย)


ประธานาธิบดีจอร์จ วอชิงตันเป็นประมุขฟรีเมสันแห่ง Alexandria Lodge 22
(อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.abnewstoday.com/8901 - ภาษาไทย)

เป้าหมายใหญ่ของเครือข่ายเหล่านี้คือต้องการจัดระเบียบโลกใหม่ (New World Order) ด้วยวิธีการลดประชากร 
เข้าไปควบคุมทรัพยากรของประเทศอื่นด้วยวิธีทำสงคราม การทำสนธิสัญญา การทำข้อตกลงทางการค้า ฯลฯ
(ข้อมูลเพิ่มเติม http://thaicafe.blogspot.com/2012/08/new-world-order.html - ภาษาไทย)


เครือข่ายทางธุรกิจ สถาบันการศึกษา ศาสนา สื่อสารมวลชน และกลุ่มการเมือง
ของกลุ่มอิลูมินาติ ฟรีเมสัน และบิลเดอร์เบิร์ก
ลิงค์ไปภาพใหญ่ขยายดูได้ https://www.truthcontrol.com/files/truthcontrol/images/bilderberg.jpg

เครือข่ายองค์กรต่าง ๆ ภายใต้กลุ่ม Illuminati เป็นการร่วมมือกันระหว่างกลุ่มธุรกิจธนาคารและการเงิน
ซึ่งเป็นแหล่งเงินทุนกับองค์กรลับทั้งหลายของกลุ่มอีลิท (elite - ชนขั้นสูง) แล้วมีเครือข่ายย่อยลงมา 4 ส่วนคือ 
1) กลุ่มการเมือง 2) หน่วยราชการลับ 3) กลุ่มศาสนา 4) กลุ่มสถาบันการศึกษา
การจัดระเบียบโลกใหม่ (New World Order) มีกลุ่ม The Trilateral Commission เป็นแกนหลัก


สัญลักษณ์ของฟรีเมสันอยู่ในตราของตำรวจในประเทศสหรัฐอเมริกา

รายชื่อของผู้บริหารที่เป็นยิวในองค์กรสื่อสารมวลชนของประเทศสหรัฐอเมริกา


กลุ่มอิลูมินาตินิยมใช้สัญลักษณ์ all-seeing eye of God และ 666 ที่เรามักเห็นตามสื่อบันเทิง

Apollo เป็นเทพเจ้าตาเดียว ด้านซ้ายคือรูปปั้นสำริดของ Apollo ที่ถูกค้นพบจากทะเล
ด้านขวาคือรูปปั้นจากรางวัล BAFTA (British Academy of Film and Television Arts)

ปก DVD ของภาพยนตร์ Apollo 13

นักบินอวกาศ Buzz Aldrin กับการถ่ายหน้าปกนิตยสาร Revolution
เป็นแบบให้กับนาฬิกา Omega (มีความหมายว่าตอนอวสาน)


 คำว่า NASA ในภาษาฮิบรูแปลว่า to deceive (โกหก หลอกลวง แหกตา)

ประธานาธิบดีจอห์น เอฟ เคนเนดี้เคยกล่าวคำแถลงต่อสื่อมวลชนเพื่อขอให้สื่อนำเสนอข่าวเกี่ยวกับ
สมาคมลับที่มีอิทธิพลต่อสหรัฐอเมริกาให้ประชาชนรับทราบข้อมูล
วันที่ 27 เม.ย. 1961 ที่โรงแรม Waldorf-Astoria Hotel, นิวยอร์ค
ลินดอน จอห์นสันปฏิญาณตนรับตำแหน่งประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกาบนเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวัน
วันเดียวกับการเกิดเหตุลอบสังหารประธานาธิบดีเคนเนดี้ (วันที่ 22 พ.ย. 1963)


สมัยที่ Lyndon B. Johnson เป็นรองประธานาธิบดีของเคนเนดี้ในปี 1962 เคยกล่าวไว้ว่า

"Control of space means control of the world"
"From space, the masters of infinity would have the power to control the earth's
weather, to cause drought and flood, to change the tides and raise the levels of the sea,
to divert the Gulf stream and change temperate climates to frigid."

"การควบคุมอวกาศได้ก็หมายความว่าเราควบคุมโลกได้"
"จากอวกาศ เราจะมีอำนาจอย่างไร้ขีดจำกัดในการควบคุมสภาพอากาศของโลก
จะทำให้เกิดฝนแล้ง น้ำท่วม หรือเปลี่ยนรูปแบบน้ำขึ้นน้ำลงก็ได้ แม้กระทั่งเปลี่ยนกระแสน้ำในอ่าวก็ยังได้
จะเปลี่ยนอุณหภูมิให้หนาวเหน็บก็ทำได้"


ตัวเลข 666 ในโมเดลของระบบสุริยะ เป็นเรื่องบังเอิญหรือตั้งใจ??
โลกหมุนรอบดวงอาทิตย์ 66,600 ไมล์ต่อชั่วโมง
ความโค้งของโลก 1 ตารางไมล์เท่ากับ .666 ฟุต
โลกเอียงทำมุม 66.6 องศา


ฉากหลังบนเวทีในการปราศรัยที่วาติกันเมื่อวันที่ 4 ก.พ. 2015

มันไม่ใช่ 'ทฤษฎีสมคบคิด' ถ้าคุณมีหลักฐาน - จูเลียน อัสซานจ์ ผู้ก่อตั้งวิกิลีกส์


อ้างอิง
1) https://th.wikipedia.org/wiki/ทอเลมี
2) https://en.wikipedia.org/wiki/Almagest
3) https://th.wikipedia.org/wiki/มีดโกนอ็อกคัม
4) http://www.lesa.biz/astronomy/cosmos/geocentric

วันเสาร์ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2561

14) คำเตือน!! สำหรับคนที่สนใจศึกษาเรื่องโลกแบนให้ระวัง "หน้าม้า" และ "ฝ่ายค้านแบบจัดตั้ง"

14) คำเตือน!! สำหรับคนที่สนใจศึกษาเรื่องโลกแบนให้ระวัง "หน้าม้า" และ "ฝ่ายค้านแบบจัดตั้ง"







สำหรับคนที่ติดตามข้อมูลเรื่องโลกแบนน่าจะเคยเห็นโมเดลปิรามิดแบบนี้มาบ้าง มันเป็นโมเดลการควบคุมเพื่อให้คนอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาแบบบนลงล่าง (Top-down control) คนกลุ่มเล็กควบคุมคนกลุ่มใหญ่ อำนาจสูงสุดจะอยู่ในมือคนกลุ่มเล็กนิดเดียว และใช้อำนาจผ่านเครือข่ายแยกย่อยลงมาตามลำดับขั้น จะเห็นว่าประชาชนทั่วไปอยู่ที่ใต้ฐานล่างสุดมีจำนวนมากที่สุดแต่มีหน้าที่เป็นแค่ทาสที่คอยหาเงินมาใช้หนี้ให้กับองค์กร/บริษัทในขั้นที่สูงขึ้นไป ลำดับที่สองถัดมาคือตัวควบคุมประชาชนกดให้อยู่ที่ฐานล่างผ่าน 3 องค์กรคือรัฐบาล สื่อสารมวลชน และระบบการศึกษา (Government / Media / Education) 3 องค์กรนี้จะทำงานสอดคล้องกันเพื่อความมีประสิทธิภาพในการปกครอง ทำให้ประชาชนมีความขัดแย้งกับรัฐให้น้อยที่สุด มีความรู้น้อย ๆ ไม่ต้องฉลาดมากจะได้ไม่มีอำนาจในการต่อรอง และฝึกให้มีความคิดมีพฤติกรรมอยู่ในกรอบตามที่ต้องการ แม้ว่าโมเดลนี้จะเป็นรูปแบบการปกครองของต่างประเทศแต่การปกครองของประเทศไทยก็ไม่ต่างกัน หลายอย่างเราก็ถอดแบบมาจากเขาโดยตรง โดยเฉพาะจากประเทศอเมริกา

"เราจะรู้ว่าภารกิจการบิดเบือนข้อมูลของเราเสร็จสมบูรณ์
ก็ตอนที่ทุกเรื่องที่คนอเมริกันเชื่อเป็นเรื่องที่ผิดทั้งหมด"
- วิลเลียม เคซีย์, ผอ.ซีไอเอ กล่าวไว้ในการประชุมเจ้าหน้าที่ปี 1981

แน่นอนว่าข้อมูลที่ส่งผ่าน 3 องค์กรนี้ต้องมาเหมือนกันเพื่อโปรแกรมความเชื่อหรือสิ่งที่ต้องการให้ประชาชนเชื่อและทำตาม การรับรู้ข้อมูลทุกเรื่องประชาชนจะรับรู้ผ่านข้อมูลที่ถูกกรองมาแล้วจาก 3 องค์กรนี้ หลังจากที่เขียนบทความเกี่ยวกับโลกแบนมาเป็นเรื่องที่ 14 ละ เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าประชาชนถูกกีดกัน ถูกบิดเบือน และถูกปิดบังข้อมูล เราไม่ได้รับรู้ข้อมูลเกี่ยวกับโลกทั้งหมด เรารู้เฉพาะที่เค้าอยากให้รู้ และเราถูกเบี่ยงเบนความสนใจไปที่โมเดล Heliocentric และโลกกลม ผสมกับข่าวการค้นพบสิ่งต่าง ๆ ในจักรวาล บวกกับจินตนาการที่ถูกรังสรรค์ออกมาผ่านหนัง ผ่านสื่อต่าง ๆ อีกล่ะ

หนังสือ Lab Coats in Hollywood เขียนโดย Dr. David A. Kirby เป็นอาจารย์สอนด้านการสื่อสารทางวิทยาศาสตร์อยู่ที่ University of Manchester เชื่อว่า Stanley Kubrick (ผู้กำกับภาพยนตร์) เป็นคนถ่ายทำเหตุการณ์นักบินอวกาศไปเยือนดวงจันทร์เมื่อปี 1969 ในสตูดิโอเดียวกันกับที่เค้าถ่ายหนังเรื่อง 2001: A Space Odyssey ที่ออกฉายเมื่อปี 1968




สำหรับบทความนี้จะชี้ให้เห็นเรื่องการควบคุมสื่อ ซึ่งโดยพื้นฐานประชาชนจะเชื่อว่าสื่อควรต้องทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลหรือองค์กรต่าง ๆ (ควรต้องอยู่คนละฝั่งเพื่อคานข้อมูลกัน) แต่ความจริงมีสื่ออยู่น้อยมากที่จะทำแบบนั้นได้ ส่วนใหญ่ก็รับข้อมูลแบบถูกควบคุมมาอีกที หรือมีระบบการเซ็นเซอร์ตัวเองเพื่อไม่ให้เกิดข้อขัดแย้งกับรัฐหรือนายทุน ตัวอย่างข่าวที่เขียนเป็นสคริปต์มานักข่าวก็อ่านไปเหมือน ๆ กัน




ที่จริงแล้วสื่อก็เป็นอีกองค์กรนึงที่สำคัญมากในการให้ความรู้กับประชาชน แต่สื่อสมัยใหม่เน้นไปที่การให้ความบันเทิงเพื่อขายโฆษณามากกว่า ไม่ค่อยให้มุมมองหรือให้ข้อมูลเพื่อให้ประชาชนได้คิด แล้วถ้า 3 องค์กรนี้ร่วมมือกันคนที่ได้รับผลประโยชน์ก็คือผู้ที่บัญชาการมาจากด้านบน ส่วนคนที่เสียหายเสียผลประโยชน์ก็คือประชาชนเพราะถูกริดรอนข้อเท็จจริง หรือจะพูดอีกอย่างนึงคือประชาชนกำลังถูกคอรัปชั่นทางสติปัญญาอย่างไม่รู้ตัว

บทความนี้จะเขียนถึงสื่อทางเลือกโดยเฉพาะกลุ่มสื่อที่เป็น social media เนื่องจากเรามักจะเชื่อกันว่าเป็นกลุ่มสื่อที่ควบคุมไม่ได้หรือควบคุมยาก และลักษณะการให้ข้อมูลก็มีความหลากหลายซึ่งต้องใช้วิจารณญาณเพื่อพิจารณา Eric Dubay จึงเขียนเล่าประสบการณ์ที่เค้าเจอเกี่ยวกับหน้าม้าและฝ่ายค้านแบบจัดตั้ง ทั้งแบบที่ออกมาให้ข้อมูลและออกมาแย้งเรื่องโลกแบน Eric Dubay เป็นชาวอเมริกันที่เขียนหนังสือ Flat Earth Conspiracy ออกวางขายตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2014 นอกจากหนังสือเขามี forum http://ifers.123.st/ (The International Flat Earth Research Society - IFERS) มี channel ใน youtube และยังออกมาพูดคุยเรื่องโลกแบนใน podcast และรายการวิทยุอีกหลายที่ และเนื่องจากเรื่องนี้เปิดโปงเบื้องหลังองค์กรรัฐอย่างเช่น NASA U.N. และองค์กรลับฟรีเมสัน ดังนั้นเค้าจึงถูกจับตามองและถูกสกัดกั้นการเผยแพร่ข้อมูลทั้งถูกปิด channel ใน youtube หรือแม้กระทั่งถูกขู่ฆ่าก็โดนมาแล้วหลายครั้ง


"วิธีที่จะควบคุมฝ่ายตรงกันข้ามได้ก็คือการเข้าไปเป็นคนนำด้วยตัวเอง"
- วลาดีมีร์ อิลลิช เลนิน

Eric เขียนข้อมูลนี้ไว้ใน forum ตั้งแต่ 2016 และอัพเดทข้อมูลอยู่เรื่อย ๆ เพื่อบอกให้รู้ว่าแหล่งข้อมูลไหนเป็นอย่างไร เพราะตอนเขียนหนังสือเขาใช้เวลาศึกษาค้นคว้าอยู่นานและต้องเชื่อมโยงข้อมูลหลายเรื่องโดยเฉพาะทฤษฎีสมคบคิด (Conspiracy Theory) และเขาเจอกลุ่มคนที่เป็นทั้ง shill (หน้าม้า) และพวก controlled opposition agents (ฝ่ายค้านแบบจัดตั้ง) มีหลากหลายรูปแบบ (รวมทั้งพวกที่เข้ามาเพื่อเกาะกระแสและพยายามสร้างชื่อเสียงเพื่อธุรกิจก็มี)



Eric Dubay อยู่เมืองไทยมาตั้งแต่ปี 2005 เค้าพูดภาษาไทยได้ ลองฟังเค้าอธิบายเรื่องธุรกิจค้าอาวุธที่เป็นเบื้องหลังการทำสงคราม เพราะฉะนั้นเวลาอ่านข้อมูลก็ต้องวิเคราะห์เองอย่าเพิ่งเชื่อทั้งหมด พยายามมองหลาย ๆ มุมและคิดเยอะ ๆ หน่อย Eric เขียนถึง shill (หน้าม้า) ในวงการโลกแบนไว้หลายคน ขอยกมาเป็นตัวอย่างบางคนละกัน




Mark Sargent - เป็นนักออกแบบวิดีโอเกมและเป็นหนึ่งในเครือข่ายจัดงาน Flat Earth International Conference 2017 (เก็บเงินค่าเข้างานแพงด้วย) ซึ่ง Eric เล่าไว้ว่าหลังจากเขาออกหนังสือไปได้ 6 สัปดาห์ ช่วงนั้นเริ่มมีกระแสการพูดถึงทฤษฎีโลกแบนในโลก social แล้ว และ Mark Sargent เริ่มทำคลิป Flat Earth Clues ออกมาเป็น series โพสใน youtube แบบที่มี production ดีมาก และเริ่มออกให้สัมภาษณ์ตามรายการวิทยุหลายที่ ข้อพิสูจน์ของ Mark ในทฤษฎีโลกแบนไม่มีอะไรมากไปกว่าความเห็นของตัวเอง ซึ่งต่างจากสิ่งที่ Eric และชาวโลกแบนคนอื่น ๆ พยายามทำคือใช้หลักฐานทางวิทยาศาสตร์หรือด้วยการทดลองที่พิสูจน์ได้ แล้วจู่ ๆ Mark ก็เริ่มให้ข้อมูลว่า "ดวงจันทร์และดวงดาวต่าง ๆ ไม่มีจริง มันเป็นเพียงภาพ holographic" Eric เคยบอกให้ Mark แสดงหลักฐานเพื่อพิสูจน์สิ่งที่เค้าพูดใน forum นี้ ซึ่ง Mark ก็เป็นสมาชิกอยู่แต่ก็ไม่มีคำอธิบายใด ๆ นอกจากนั้น Mark ก็ยังพูดโกหกหลายครั้ง อย่างเช่น Mark เคยให้สัมภาษณ์ไว้เองว่าเคยอ่านหนังสือที่ Eric เขียน แต่มาตอนหลังก็บอกว่าไม่เคยอ่าน เค้าเคยอ้างว่า Eric พูดแบบนั้นแบบนี้ทั้งที่ Eric ไม่เคยพูด



Lord Steven Christ - คนนี้เด็ดมาก ออกมาให้ข้อมูลเรื่อง concave earth (โลกเว้า) แล้วบอกว่าตัวเองเป็นร่างอวตารของพระเยซู ข้อพิสูจน์ของ Steven ไม่ค่อยมีหลักฐานแต่มีภาพกราฟฟิก 3D โลกเว้าที่ design ดีมาก ข้อมูลใน channel ของ Steven มีเยอะ แต่ก็มีบางส่วนที่ทำมาเพื่อหักล้างหรือปรักปรำสิ่งที่ Eric พูด แต่ Steven ก็ยังมาซื้อโฆษณาป้าย banner เพื่อโปรโมท concave earth ของตัวเองใน forum นี้ด้วย



Leo Ferrari, Daniel Shenton, and The Flat Earth Society - เป็นกลุ่มที่จัดตั้งมานานแล้วเพื่อ discredit ชาวโลกแบนก่อตั้งโดย Leo Ferrari ตั้งแต่ปี 1970 และ Leo น่าจะเป็น Freemason เค้าเป็นอาจารย์สอนปรัชญาที่ St. Thomas University เขามักจะไปบรรยายหรือไปให้สัมภาษณ์พร้อมกับเอาก้อนหินขนาดเท่าฟักทองไปด้วยแล้วบอกว่าหินก้อนนี้ช่วยเขาไว้ตอนที่แล่นเรือไปแล้วจะตกขอบโลกก็เลยเก็บก้อนหินนี้กลับมาด้วย





ต่อมาเมื่อ Leo เสียชีวิตในปี 2010 ก็มี Daniel Shenton กับทีมงานเข้ามาทำเว็บต่อและมักจะให้ข้อมูลผิด ๆ หรือทำให้เรื่องโลกแบนเป็นเรื่องตลกไป เวลา search หาข้อมูลใน google เว็บไซต์ของ Flat Earth Society (FES) จะเป็นเว็บแรก ๆ ที่ขึ้นมา ตอนที่ Eric ทำ forum นี้ทางทีมงานของ Flat Earth Society ก็ขอเข้ามาร่วมด้วย พวกเขาให้ความชื่นชมกับงานที่ Eric ทำและยกให้ Eric เป็น Flat Earth President ในที่สุดพวกเขาพยายามขอรวม forum ของทั้ง FES และ IFERS เข้าด้วยกัน แต่สุดท้ายก็ไม่ได้รวม



Matt (Powerland) Boylan - บอกว่าตัวเองเคยทำงานเป็นศิลปินวาดภาพลูกโลกให้ NASA และเป็นคนแรก ๆ ที่ออกมาพูดเรื่องโลกแบน (ใน youtube จะมีคลิปที่เค้าพูดไว้ตั้งแต่ปี 2012) Eric เคย skype คุยกับ Matt อยู่หลายครั้งแต่ส่วนใหญ่จะเป็นฝั่ง Matt พูดซะ 95% บางทีก็โดนขัดจังหวะ หรือไม่ก็อัดเสียงแบบที่ไม่ได้ตกลงกันไว้ก่อน Matt บอกว่าตัวเองเรียนจบมาจาก Jesuit School บางคลิปก็มีสวมเสื้อที่มีสัญลักษณ์ Masonic 33 ตัวใหญ่ ๆ และเขามักจะให้ข้อมูลว่าเรื่องโลกกลมเป็นผลงานของ Jesuit และในบทความของเขาเขียนว่าใครก็ตาม (รวมทั้ง Eric) ที่ให้ข้อมูลว่าโลกกลมเกี่ยวกับ Jews/Judaism เป็นการให้ข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง

อันนี้แปลมาให้แบบคร่าว ๆ ยังมีอีกหลายคนที่น่าสงสัยตามรายชื่อนี้เพราะกลุ่มคนเหล่านี้จะมีการสลับกันไปออกรายการของแต่ละฝั่งอยู่บ่อย ๆ Zhib Rhan / Crrow777 / Thomas Sheridon / Max Igan / Lori Frary / Steven William Engelhardt / Dave Johnson / Rayn Gryphon / Truthiracy ข้อสังเกตง่าย ๆ ถ้าใครมี production ดี ๆ มีเนื้อหาข้อมูลดี ๆ ก็แสดงว่าต้องมีทีมงานจัดทำให้ ซึ่งก็หมายถึงต้องมีเงินจ้าง แล้วเงินทุนนั้นมาจากไหน?? ก็ต้องพิจารณากันให้ดี



กระบวนการ controlled oposition - ฝ่ายค้านจัดตั้งก็เป็นวิธีนึงที่มักถูกใช้เพื่อเป็น propaganda ด้วยการให้ข้อมูลที่เป็นเรื่องจริง 50% เหมือนได้ข้อมูลรั่วมาแต่ก็ไม่ได้เปิดเผยข้อมูลทั้งหมด หรือบางทีก็ให้ข้อมูลผิด ๆ เพื่อสร้างความคลางแคลงใจหรือทำให้ดูเป็นเรื่องตลก และทำให้เรื่อง conspiracy เป็นแค่เรื่องบันเทิงคนอ่านก็ไม่ได้คิดจริงจังอะไร แต่ที่จริงแล้วมันก็คือวิธีทำให้คนหลงทาง การทำให้แรงดันน้อยลงจุดประสงค์ก็เพื่อทำให้พลังงานในการขับเคลื่อนน้อยลง วิธีการที่ใช้ก็มีหลากหลายรูปแบบ ตอนแรกก็อาจจะแสดงความเห็นด้วยเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือตอนหลังอาจจะให้ข้อมูลแปลก ๆ แต่วัตถุประสงค์หลักก็เพื่อพยายามป่วนให้คนเข้าใจผิด


นักวิทยาศาสตร์กับโลกแบน
มีนักวิทยาศาสตร์หลายคนถูกใช้เป็นเครื่องมือผ่านสื่อต่าง ๆ เพื่อ discredit โลกแบน เนื่องจากความน่าเชื่อถือในความรู้ของพวกเขา ยกตัวอย่างเช่น



Professor Brian Cox เป็นนักฟิสิกส์ชาวอังกฤษสอนอยู่ที่ University of Manchester และทำรายการโทรทัศน์มานานหลายปีกับ BBC เขาออกมาบอกว่าในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติที่เขารู้มาไม่เคยมีใครคิดว่าโลกแบน แต่ที่จริงมีหลักฐานทางประวัติศาสตร์จากหลายแห่งที่บอกว่าคนในยุคโบราณต่างก็เชื่อว่าโลกแบน และมีลักษณะคล้าย ๆ กันคือมีแผ่นดิน มีน้ำล้อมรอบ และมีโดมครอบอยู่อีกที




พวกเขาเหล่านี้ก็พูดไปตามที่ถูกว่าจ้างมาซึ่งก็ถือได้ว่าเป็นการทำงาน เป็นอาชีพของพวกเขา นอกจากจะได้รับค่าจ้างก็ยังได้รับเกียรติยศ ชื่อเสียง มีความนิยมตามมาอีก ซึ่งก็มาจากองค์กรหรือนายทุนที่มอบให้เป็นรางวัลในการทำงานตามที่สั่งยอดเยี่ยม

แล้วคุณค่า (value) ของความซื่อสัตย์ในวิชาชีพ
ความซื่อตรงต่อความจริง (truth) อยู่ที่ไหน??







-------------------------------------------------------