วันอังคารที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

43) Dr. Auguste Piccard นักวิทยาศาสตร์ผู้กล่าวว่าโลกแบน

บทความนี้เริ่มจากการเห็นคลิปข่าว Solar Impulse 2 จากคลิปนี้ โดยมีนักบินชื่อ Bertrand Piccard ซึ่งตระกูล Piccard มีประวัติที่น่าสนใจตามรายละเอียดด้านล่าง


ประวัติตระกูล Piccard

รุ่นปู่ Auguste Piccard

Dr. Auguste Piccard (1884 - 1962) เป็นนักฟิสิกส์ชาวสวิสมีชื่อเสียงโด่งดังมากจากการสร้างห้องโดยสารผูกติดกับบอลลูนลมร้อนเพื่อขึ้นไปศึกษาชั้นบรรยากาศของโลกเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 1931(ครบรอบ 88 ปีพอดี) Auguste Piccard และ Charles Kipfer ผู้ช่วยของเขาสามารถลอยขึ้นไปศึกษาเกี่ยวกับรังสีคอสมิกได้ถึงชั้น Stratosphere สูงจากโลกขี้นไปประมาณ 15.84 กม. (เครื่องบินพาณิชย์บินสูงประมาณ 10 กม.)

Professor Piccard


Prof. Auguste Piccard พร้อมครอบครัวและผู้ช่วย Charles Kipfer



Dr. Piccard อยู่ในยุคเดียวกับไอน์สไตน์และเขาเคยให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับโลกไว้ในนิตยสาร Popular Science ฉบับเดือนสิงหาคม 1931 ว่า

"It seemed a FLAT DISK with upturned edge" 

โลกดูเหมือนจะแบนและเป็นวงกลมเหมือนแผ่นดิสก์และมีขอบสูงขึ้นมา




Dr. Piccard มีชื่อเสียงด้านวิทยาศาสตร์มากและมีคาแรคเตอร์ที่โดดเด่นเลยถูกนำไปเป็นตัวการ์ตูนชื่อ Prof. Calculus (ศาสตราจารย์แคลคูลัส) ในเรื่องตินตินผจญภัย และนามสกุลของเขาก็ถูกใช้เป็นนามสกุลของ Captain Jean Luc Picard ในเรื่อง Star Trek ด้วย


Tintin: The Real Professor Calculus
หนังสือเรื่อง Earth, Sky, and Sea ของ Dr. Auguste Piccard ตีพิมพ์ปี 1956
https://archive.org/details/earthskysea00picc

ตระกูล Piccard ถือได้ว่าเป็นนักผจญภัยทั้งตระกูลเลยก็ว่าได้เพราะฝาแฝดของ Dr. Auguste ชื่อว่า Dr. Jean Felix Piccard เป็นอาจารย์สอนด้านวิศวกรรมการบินอยู่ที่ University of Minnesota ก็สามารถใช้บอลลูนลอยขึ้นไปสูงถึง 17 กม. ในปี 1934 


รุ่นลูก Jacques Piccard

ต่อมา Dr. Auguste Piccard และลูกชาย Jacques Piccard ร่วมกันพัฒนาห้องโดยสารสำหรับเรือดำน้ำ และในปี 1960 Jacques Piccard ได้ลงไปสำรวจใต้มหาสมุทรร่วมกับ Don Walsh (นายทหารเรือชาวอเมริกัน) โดยใช้เรือดำน้ำที่ชื่อว่า The Trieste ลงไปสำรวจมหาสมุทรในระดับที่ลึกที่สุดเท่าที่เคยมีมนุษย์ลงไปได้ตรงจุดที่เรียกว่า Mariana Trench (ร่องลึกมาเรียนา) ลึกประมาณ 10,994 เมตร (10.99 กม.)

Jacques Piccard and Don Walsh: Into the Marianas
https://www.youtube.com/watch?v=bTwHK2kn1hA


ถึงแม้ว่าการสำรวจใต้ทะเลลึกครั้งนี้จะเป็นความลึกที่ลึกที่สุดเท่าที่มนุษย์เคยทำได้ แต่ก็ยังไม่ลึกเท่าหลุม Kola Superdeep Borehole ที่ถูกขุดลึกที่สุดในโลก 12.3 กม. ซึ่งอยู่ในรัสเซีย

The Deepest Hole in the World, And What We've Learned From It

จากหลักฐานทั้งสองชิ้นนี้ การลงไปใต้ท้องทะเลที่ลึกที่สุด (10.99 กม.) ของ Jacques Piccard และหลุม Kola Superdeep Borehole ที่ถูกขุดลึกที่สุดบนผิวโลก (12.3 กม.) เป็นความลึกที่มนุษย์เคยทำการพิสูจน์ได้ซึ่งก็ยังไม่พ้นเปลือกโลก (crust) ที่มีระยะทางประมาณ 40 กม.ในทฤษฎีโลกกลมเลย ถ้าคำนวณเป็นเปอร์เซ็นต์ก็ได้แค่ 0.19% ของระยะทางจากผิวโลกไปถึงใจกลางโลก (6,370 กม.)


รุ่นหลาน Bertrand Piccard

ต่อมารุ่นหลานของตระกูล Bertrand Piccard ลูกชายของ Jacques Piccard เคยล่องบอลลูนรอบโลกสำเร็จมาแล้วในปี 1999 Bertrand Piccard และ Brian Jones ล่องบอลลูนที่ชื่อว่า Breitling Orbiter 3 (ครั้งที่ 1 และ 2 ไม่สำเร็จ) เป็นบอลลูนที่ใช้ทั้งลมร้อนและแก๊สฮีเลียม


จุดเริ่มต้นคือเทือกเขาอัลไพน์ในประเทศสวิสเซอร์แลนด์เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 1999 และลงสู่พื้นดินที่ทะเลทรายในประเทศอียิปต์เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 1999 เป็นการเดินทางแบบลอยอยู่บนฟ้าตลอดไม่ได้หยุดพักเลยใช้เวลาทั้งหมด 19 วัน 21 ชม. 47 น. เป็นระยะทาง 46,666 กม. ที่จริงเป้าหมายที่ต้องการลงคือใกล้ ๆ กับปิระมิดแต่เนื่องจากลมแรงบอลลูนจึงถูกพัดไปไกลจากเป้าที่วางไว้กว่า 80 กม.

เส้นทางรอบโลกของบอลลูน Breitling Orbiter 3 ลอยขึ้นไปสูง 11,737 เมตร และอาศัยแรงลมจาก jet stream ในการเคลื่อนที่ สถิติที่บอลลูนถูกลมพัดเร็วที่สุดคือตอนที่อยู่เหนือทะเลทรายซาฮาราด้วยความเร็ว 142 ไมล์ต่อชั่วโมง (228.52กม./ชม.)





Breitling Orbiter 3: GOSH Documentary


ต่อมาในปี 2016 Bertrand Piccard ได้เดินทางรอบโลกอีกครั้งด้วยเครื่องบิน Solar Impulse 2 ที่ใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์เพียงอย่างเดียวในการขับเคลื่อนโดยไม่ได้ใช้น้ำมันเลย พวกเขาออกจากเมืองอาบูดาบี สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ในวันที่ 9 มีนาคม 2015 และกลับมาถึงเมืองอาบูดาบีอีกครั้งในวันที่ 23 กรกฎาคม 2016



Solar Impulse 2 เป็นเครื่องบินแบบที่นั่งเดียวและบอบบางมากความเร็วในการบินจึงจำกัดอยู่ที่ 70 กม./ชม.  การเดินทางครั้งนี้ Bertrand และ André ต้องสลับกันขับเครื่องบิน และจอดพักตามเมืองต่าง ๆ บางครั้งต้องใช้เวลารอนานหลายวันเพื่อให้สภาพอากาศดีไม่มีลมพายุฝนถึงจะขึ้นบินได้







What is Solar Impulse ?


Bertrand Piccard, Jacques Piccard และ Auguste Piccard

ภาพยนตร์โฆษณาของ Henessy ที่สร้างจากประวัติของตระกูล Piccard

Hennessy Presents 'The Piccards' [1080p]

**เพิ่มเติม**
1) ลักษณะการเคลื่อนที่ของลม jet stream กระแสน้ำ และอุณหภูมิของโลกสอดคล้องกับการวงโคจรของดวงอาทิตย์บนโมเดลโลกแบนมาก



 อุณหภูมิของโลกจะร้อนที่สุดตรงบริเวณเส้นศูนย์สูตร (equator) แต่สงสัยว่าคนทำโมเดลโลกกลมจะลืมไปว่าโลกต้องเอียงทำมุมกับดวงอาทิตย์ด้วย



การเคลื่อนที่ของดวงอาทิตย์ในโมเดลโลกแบนมี 3 วง 3 ระดับ (เอาไว้จะเขียนขยายความให้ละเอียดให้อีกทีนะ)


2) ที่จริงแล้าเราสามารถตรวจสอบการเคลื่อนที่ของลม คลื่น และอุณหภูมิของโลกได้จากเว็บไซต์ http://earth.nullschool.net โดยเลือกดูแผนที่แบบ Azimuthal Equidistant (หรือเรียกอีกชื่อนึงว่า north pole projection) แต่เมื่อปี 2017 เว็บได้ถอดเอาฟังก์ชันแผนที่แบบนี้ออก แต่ถ้าใครสนใจศึกษาเพิ่มเติมลองทำตามคำแนะนำนี้จะสามารถเรียกข้อมูลเก่าขึึ้นมาดูได้

--------------------------------------------------------------------------




วันศุกร์ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

42) ตอบคำถามเรื่อง Antarctica


คำถามถามมานิดนึง แต่คำตอบต้องตอบยาวหน่อยถึงจะเข้าใจ

1. สมาคมโลกแบน (Flat Earth Society) คือกลุ่มหน้าม้าหรือฝ่ายค้านแบบมีการจัดตั้งมา (shill หรือ controlled opposition) พวกเขาจะไม่ทำอะไรมากไปกว่าการใช้สื่อเป็นเครื่องมือเพื่อ discredit เรื่องโลกแบน ทำให้เป็นเรื่องตลกไร้สาระคนจะได้ไม่ต้องมาสนใจ เคยเขียนรายละเอียดไว้ในนี้แล้ว http://flatearthmatters.blogspot.com/2018/03/14.html


2. การเดินทางไป Antarctica ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับประชาชนทั่วไปเพราะต้องทำหนังสือขออนุญาตเข้าพื้นที่ตามสนธิสัญญา Antarctica Treaty (เริ่มใช้ปี 1959) มีการลงนามร่วมกันทั้งหมด 54 ประเทศ มีข้อกำหนดคือห้ามนำเรือ/เครื่องบินเข้ามาเลยเส้นละติจูดที่ 60 องศาใต้ หากต้องการนำเข้ามาต้องขออนุญาตก่อน


ขั้นตอนการขอนุญาตนั้นยุ่งยากมาก อย่างของประเทศอังกฤษก็มีข้อกำหนดหากใครจะนำเครื่องบินหรือเรือของสัญชาติอังกฤษเข้าพื้นที่ให้ทำเรื่องขออนุญาตตามขั้นตอนนี้ เอกสารนี้มาจากในลิงค์อยู่หน้า 10 https://assets.publishing.service.gov.uk/government/uploads/system/uploads/attachment_data/file/715771/Expedition_permit_application_guidance.pdf


3. ภาพกำแพงน้ำแข็ง (Ice wall) ที่ดีที่สุดคือภาพนี้ จากบริเวณ Ross Ice Shelf

Antarctica's Ice Walls - Amazing footage - Must Watch.


4. ความสูงของกำแพงน้ำแข็ง 

Icebreaker Agulhas at the Antarctica Iceshelf

5. สหรัฐอเมริกามีปฏิบัติการ Operation Deep Freeze ของหน่วยลาดตระเวนชายฝั่ง (United States Coast Guard) มาตั้งแต่ปี 1957 ซึ่งประจำการอยู่ที่สถานี McMurdo ภารกิจนี้รับผิดชอบการลาดตระเวนพื้นที่โดยรอบ และให้การสนับสนุนทางอากาศ ภาคพื้นดิน และทางน้ำ ดูแลการส่งเสบียง การเข้าออกพื้นที่ของนักวิทยาศาสตร์ที่ไปทำโครงการงานวิจัยต่าง ๆ ก็น่าแปลกว่า Antarctica ที่มีแต่น้ำแข็ง นกเพนกวิน สิงโตทะเล ฯลฯ จะเป็นพื้นที่ที่สหรัฐอเมริกาให้ความสำคัญมากถึงขนาดต้องมีหน่วยทหารมากำกับดูแล (อเมริกาทำภารกิจนี้ตั้งแต่ก่อนจะมีการลงนามใน Antarctica Treaty ในปี 1959 จนถึงปัจจุบัน)

Operation Deep Freeze I (released 1957)
https://www.youtube.com/watch?v=uA-1F5NSjsU


U.S. Coast Guard Cutter Polar Star breaks ice supporting Operation Deep Freeze 2018

U.S. Air Force In Antarctica • Operation Deep Freeze 2017

6. Scott Base นักวิจัยที่จะเข้าไปทำงานในสถานีวิจัยต่าง ๆ ก็ต้องมาฝึกอบรมการใช้ชีวิตที่ค่ายทหารก่อน อย่างถ้าใครจะไปทำงานที่ฐาน Scott Base ก็ต้องไปอบรมในค่ายทหารในประเทศนิวซีแลนด์


Scott Base, Antarctica (1965) (ABJC W3041/8)


7. Drake Passage หลายคนอาจจะคิดว่าต้องใช้กำลังทหารขนาดไหนในการตรวจตราดูแลพื้นที่ทั้งหมด ที่จริงด้วยตัวสนธิสัญญา Antarctica Treaty ที่มีการลงนามร่วมกัน 54 ประเทศ กำหนดให้ต้องมีการขออนุญาตเพื่อนำเรือและเครื่องบินเข้าพื้นที่ตั้งแต่เส้นละติจูดที่ 60 องศาใต้ และการทำเรื่องขออนุญาตต้องทำก่อนล่วงหน้าตามขั้นตอนที่บอกไปแล้ว นอกจากนั้นการเดินทางไปในพื้นที่ Antarctica ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย สภาพอากาศ คลื่นลมก็แรงมาก


John Stofflet in Antarctica: Rough Seas Ahead!


8. มีอะไรใน Antarctica แม้ว่าสนธิสัญญา Antarctica Treaty จะระบุว่าเป็นภารกิจการสำรวจเพื่องานวิจัยด้านวิทยาศาสตร์และห้ามไม่ให้มีกิจกรรมทางการทหารใด ๆ ในพื้นที่ แต่ที่จริงสหรัฐอเมริกาได้เข้าสำรวจพื้นที่ Antarctica ไว้อย่างละเอียดแล้วตั้งแต่ตอนทำภารกิจ Operation Highjump เมื่อปี 1946-1947 โดย Admiral Richard E. Byrd ที่นำกองกำลังทหารนาวิกโยธินเข้าไป 4,700 นาย พร้อมเรือรบ 13 ลำ และอากาศยานอีก 33 ลำ ซึ่งจากการสำรวจก็ระบุว่าพบแหล่งแร่ถ่านหินใหญ่มากจนสามารถใช้เป็นพลังงานเชื้อเพลิงให้กับโลกได้อีกเป็นร้อย ๆ ปี (นาทีที่ 27.25 - Coal, a mountain of coal. Byrd later declares Antarctic mines if once tapped could supply the world's coal needs for centuries.) การสำรวจพื้นที่ครั้งนี้ใช้การถ่ายภาพทางอากาศอย่างละเอียด และได้ภาพมามากซะจนต้องใช้เวลากว่า 5 ปีในการเอามารวมให้เป็นภาพของพื้นที่ Antarctica ทั้งหมด (นาทีที่ 27.45 - The exposed mapping film will take five years to assemble.)


THE SECRET LAND ANTARCTICA U.S. NAVY OPERATION HIGH JUMP REEL 2 2497


แล้วพื้นที่ของ Antarctica มีขนาดเท่าไหร่กันแน่??

9. James Cook Voyage กัปตันเจมส์ คุกออกสำรวจเส้นทางรอบ Antarctica ระหว่างปี 1772-1775 ใช้เวลาทั้งหมด 3 ปี 8 วันเป็นระยะทางกว่า 60,000 ไมล์ (96,560.64 กม.) ถ้าดูในแผนที่โลกกลมการล่องเรือรอบ Antarctica จะเป็นระยะทางแค่ประมาณ 11,000 ไมล์ (17,702.78 กม.) แต่ถ้าเอาเส้นทางการสำรวจของกัปตันคุกมา plot ในแผนที่โลกแบนก็จะได้ภาพนี้




Captain James Cook - Navigator of the Flat Earth (Part 1)

Captain James Cook - Navigator of the Flat Earth (Part 2)


10. James Clark Ross Voyage ต่อมาในปี 1839 - 1843 กัปตันเจมส์ คาร์ก รอส ออกสำรวจเส้นทางรอบ Antarctica เป็นระยะทางกว่า 62,400 ไมล์ (100,423.07 กม.) ใช้เวลา 4 ปี 5 เดือน การสำรวจครั้งนี้กัปตันรอสได้บันทึกข้อมูลไว้มากมายเกี่ยวกับการเดินทางและสิ่งมีชีวิตที่พบเจอซึ่งสามารถนำมาใช้เป็นข้อมูลด้านวิทยาศาสตร์ได้เป็นอย่างดี ชื่อของกัปตันรอสจึงถูกใช้เพื่อตั้งชื่อให้กับสถานที่สำคัญ ๆ ใน Antarctica อย่างเช่น Ross Dependency, Ross Island, Ross Ice Shelf และ Ross Sea 


James Clark Ross



11. การสำรวจในปัจจุบัน เมื่อปี 2011 เคยมีนักสำรวจกลุ่มนึงจากประเทศนอร์เวย์เอาเรือเข้าไปในพื้นที่โดยไม่ได้ขออนุญาตแล้วใช้รถ ATV ขับต่อไปบนน้ำแข็งเพื่อจะไปให้ถึงขั้วโลกใต้ ผลปรากฎว่านักสำรวจ 3 คนหายตัวไปเจอแต่ซากเรือ 

Flat Earth - The Vanishing, BERSERK unauthorized expedition to the South Pole


12. Colin O’Brady เมื่อปี 2018 Colin ได้ใช้สกีเดินทางคนเดียวเป็นระยะทางประมาณ 900 ไมล์เพื่อไปให้ถึงขั้วโลกใต้ แต่ถ้าดูตามแผนที่โลกแบนก็จะเป็นระยะทางแค่ช่วงนึงเท่านั้น 



13. US. Marshals แม้ว่าสหรัฐอเมริกาจะไม่ได้มีส่วนเคลมพื้นที่ใน Antarctica เลย (มีการเคลมพื้นที่แค่ 7 ประเทศ คือ Argentina, Australia, Chile, France, New Zealand, Norway, and the United Kingdom) แต่บทบาทของสหรัฐอเมริกาก็มีอิทธิพลสูงมากในการดูแล Antarctica นอกจากนั้นสหรัฐอเมริกาคือผู้เริ่มก่อตั้งหน่วยบังคับการใช้กฎหมายสำหรับใช้กับพื้นที่ที่อยู่ภายนอกข้อกฎหมายของประเทศที่อ้างสิทธิ































การอ้างสิทธิ์ในพื้นที่มีเพียง 7 ประเทศตามนี้


14. พระอาทิตย์เที่ยงคืนที่ขั้วโลกใต้ ถ้าหาก Antarctica เป็นทวีปและอยู่ด้านตรงกันข้ามกับขั้วโลกเหนือจริง เราจะต้องได้เห็นภาพพระอาทิตย์เที่ยงคืนเหมือนกันกับที่เกิดในขั้วโลกเหนือ แต่จริง ๆ แล้วยังไม่เคยมีภาพที่ถ่ายเหตุการณ์พระอาทิตย์เที่ยงคืนได้จริง ๆ จากขั้วโลกใต้ เท่าที่มีคือภาพตัดต่อแม้ว่าจะเป็นภาพจากกล้องวงจรปิดก็ตาม ลองฟังคลิปนี้อธิบาย

Antarctica Is NOT What You Think - No 24 Hour Sun!

-------------------------------------------------------------

วันอาทิตย์ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

41) Salt Flats Bolivia (Salar de Uyumi) ประเทศโบลีเวีย

Salar de Uyumi มีลักษณะเป็นที่ราบกว้างใหญ่ถึง 4,000 ตารางไมล์ (10,582 ตร.กม.) เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงมากและเป็นฉากของเมือง Crait อยู่ในภาพยนตร์เรื่อง The Last Jedi


Star Wars: The Last Jedi | Worlds of The Last Jedi


Flooded Salt Flats Look Like Giant Mirror

ลักษณะทางกายภาพ
- ความยาว 100 ไมล์ (160.93 กม. - โลกจะโค้งลง 2.03 กม.)
- ความกว้าง 84 ไมล์ (135.18 กม. - โลกจะโค้งลง 1.43 กม.)


ในระยะทางความยาว 160.93 กม. นี้ สำหรับโลกกลมจะมีความโค้งของโลกสูงเท่ากับ 508.13 เมตร





ภาพจากมุมสูง ในเนื้อหาอธิบายว่าที่ราบ Salt Flats แห่งนี้ราบเรียบมากโดยมีความผันแปรไม่เกิน 1 เมตร ตลอดทั้งพื้นที่


Salar de Uyuni มีขนาดใหญ่พอ ๆ กับเกาะฮาวาย ถ้าเทียบกับจังหวัดในประเทศไทยก็ใหญ่กว่าจ.บุรีรัมย์นิดหน่อย (บุรีรัมย์มีขนาด 10,322.885 ตร.กม.)


Salar de Uyumi เป็นสถานที่ที่แสดงให้เห็นถึงคุณสมบัติของน้ำได้เป็นอย่างดีตามเหตุผลดังนี้

1. น้ำต้องการภาชนะสำหรับบรรจุ
2. น้ำจะรักษาระดับความราบเรียบให้เท่ากันเสมอ
3. ความราบเรียบของน้ำทำให้น้ำสะท้อนภาพได้เหมือนกระจก


น้ำไม่สามารถเกาะอยู่กับวัตถุทรงโค้งได้ น้ำต้องการภาชนะสำหรับบรรจุ


น้ำมีคุณสมบัติในการรักษาระดับความราบเรียบให้เท่ากันเสมอ


ความราบเรียบของน้ำทำให้สามารถสะท้อนภาพได้เหมือนกระจก


ลักษณะของภาพสะท้อนบนสิ่งของที่มีความโค้ง

ภาพสวย ๆ จาก Salar de Uyumi






"Wildlife Wonders of South America" 4K UHD 1HR Film 
- Salar De Uyuni & Patagonia Scenes + Music

---------------------------------------------------------------------------------------------

วันจันทร์ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2562

39) ถ้าโลกแบนแล้วดาวอื่น ๆ แบนด้วยมั๊ย (Electric Universe / Plasma Universe / Electric Sky Theory)

"ถ้าโลกแบนแล้วดาวอื่น ๆ แบนด้วยมั๊ย"
Electric Universe / Plasma Universe / Electric Sky Theory

เรามาเข้าใจกันก่อนว่า "ดวงดาว" คืออะไร สถานะของดาวคือพลาสมา ซึ่งเป็นสถานะลำดับที่ 4 ของสสาร พลาสมาประกอบไปด้วยอนุภาคหรืออะตอมที่มีประจุไฟฟ้ารวมตัวกันอยู่ในลักษณะก๊าซ เมื่อมีอุณหภูมิสูงจะแตกตัวออกเป็นไอออนและเปลี่ยนสถานะเป็นพลาสมา 

What Exactly Is Plasma?


Plasma, The Most Common Phase of Matter in the Universe

99% ของสสารในอวกาศเป็นพลาสมา ดวงอาทิตย์และดวงดาวคือพลาสมา รวมถึง สายฟ้า (lightning) แสงเหนือ (Aurora Borealis) แสงนีออน ฯลฯ 



สสารในสถานะพลาสมานี้ถูกกล่าวถึงครั้งแรกโดยเซอร์ วิลเลียม ครูกส์ (Sir William Crookes) ในปี 1879 จากการทดลองของเขาโดยใช้หลอดแก้วสูญญากาศ (crookes tube) 


ต่อมาปี 1928 เออร์วิง แลงมัวร์ (Irving Langmuir) ได้เรียกก๊าซที่มีการแตกตัวเป็นไอออนนี้ว่า "พลาสมา" ดร. เออร์วิงเป็นทั้งนักเคมีและนักฟิสิกส์ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเคมีในปี 1932 


ดร. เออร์วิง แลงมัวร์


เขาเป็นผู้คิดค้นการสร้างฝนเทียม (cloud seeding) 

Irving Langmuir และนักวิทยาศาสตร์หลายคน เช่น Christian Birkeland (Norway, 1876-1917) และ Hannes Alfvén (Sweden, 1908-1995, Nobel prize 1970) มีความเห็นเกี่ยวกับอวกาศในระบบที่แตกต่างจากวิทยาศาสตร์กระแสหลัก (mainstream science) 

Christian Birkeland 
คริสเตียน เบิร์คแลนด์ เป็นนักวิทยาศาสตร์ชั้นแนวหน้าที่เข้าร่วมการสำรวจขั้วโลกเหนือ เขาศึกษาปรากฎการณ์เกี่ยวกับไฟฟ้าทั้งหลายทั้งในห้องทดลองและในพื้นที่จริง รวมถึงปรากฎการณ์แสงเหนือและอธิบายการเกิดแสงเหนือด้วยความรู้ด้านแม่เหล็กไฟฟ้า เขาอาจจะไม่เคยได้รับรางวัลโนเบลแต่ก็ได้รับการเสนอชื่อหลายครั้ง และประเทศนอร์เวย์ได้ใช้ภาพของเขาอยู่หลังธนบัตร 200 โครนด้วย


Hannes Alfvén
ฮานส์ อัลเฟน อาจจะถูกเรียกได้ว่าเป็นบิดาของแนวความคิดเรื่องจักรวาลระบบไฟฟ้าเลยก็ว่าได้ เขาได้รับรางวัลโนเบลในปี 1970 จากการศึกษาเรื่องนี้ แม้ว่างานวิจัยของเขามักจะถูกเพิกเฉยจากนักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่



ระบบจักรวาลไฟฟ้า (Electric Universe) มีข้อสันนิษฐานว่า
1. อวกาศไม่ได้ว่างเปล่าแต่เต็มไปด้วยพลาสมา
2. เทหวัตถุทั้งหลายไม่ได้มีสภาวะเป็นกลางทางไฟฟ้าแต่มีประจุไฟฟ้า รวมทั้งดวงอาทิตย์และดาวเคราะห์ต่าง ๆ
3. ปฏิสัมพันธ์ระหว่างเทหวัตถุนั้นส่วนใหญ่เป็นแม่เหล็กไฟฟ้า (แม่เหล็กไฟฟ้ามีกำลังแรงมากกว่าแรงโน้มถ่วง)
4. เป็นระบบจักรวาลแบบคงที่ ไม่มีจุดเริ่มต้น ไม่มีจุดจบ
5. ไม่มีบิ๊กแบง
6. ไม่จำเป็นต้องมีหลุมดำ สสารมืด พลังงานมืด ...

(อ้างอิงจาก David Talbott and Wallace Thornhill, The Electric Universe) 


คำถามว่าลักษณะของดาวอื่นแบนด้วยไหม?? 

เรามาดูหลักการทางวิทยาศาสตร์อธิบายเกี่ยวกับพลาสมาว่ายังไงบ้าง

1) การเกิดพลาสมาต้องอยู่ในสภาวะที่มีอุณหภูมิสูงและมีความหนาแน่น
2) พลาสมาเป็นตัวนำไฟฟ้าและทำความร้อนได้เร็วมากและยังสามารถแปรสภาพเป็นตัวนำไฟฟ้าโดยอาศัยสนามแม่เหล็กไฟฟ้าได้ด้วย
3) พลาสมามีก๊าซเป็นส่วนประกอบและคุณสมบัติของก๊าซต้องอยู่ในภาชนะที่เป็นระบบปิด 


 


คลิปนี้อธิบายเรื่องลักษณะการทำงานของดวงอาทิตย์โดยใช้ลูกพลาสมาบอล (เคยเขียนบทความเกี่ยวกับการทำงานของดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ในโมเดลโลกแบนไว้แล้วที่นี่ https://flatearthmatters.blogspot.com/2018/09/23.html)

Explaining the Sun with a Plasma Ball

คำตอบ

ถ้าจะตอบว่าดวงดาวมีลักษณะอย่างไรก็คงตอบตามลักษณะ (characteristic) ของก๊าซเพราะเป็นองค์ประกอบหลักของพลาสมา ลักษณะของก๊าซมีรูปร่างที่ไม่แน่นอนสามารถเปลี่ยนไปตามลักษณะของภาชนะและมีปริมาตรแตกต่างกันตามขนาดของภาชนะที่ใส่ (indefinite shape and indefinite volume) เพราะฉะนั้นดวงดาวอาจจะกลมหรือแบนก็ได้เพราะมีรูปร่างไม่แน่นอน

ทีนี้ลองมาดูว่าดวงดาวที่นักเล่นกล้องใช้กล้อง Nikon P900 ซูมภาพมาให้ดูกับที่นาซ่าทำมาให้ดูมันเหมือนกันไหม



Nikon P900 Stars- Real Stars and Planets vs NASA images. Stars are not what they tell us!



เมื่อประมาณสองอาทิตย์ที่แล้วมีคลิปนี้ออกมาและมีเนื้อหาน่าสนใจมาก เป็นคลิปที่นักข่าวสัมภาษณ์ Prof. R. Foster เมื่อปี 1965 เกี่ยวกับดวงจันทร์ โดยอธิบายว่าดวงจันทร์ไม่ใช่ก้อนหินแต่เป็นพลาสมาซึ่งทฤษฎีนี้ได้รับการยืนยันมาแล้วตั้งแต่ปี 1958 นักข่าวถามต่อว่า "แล้วผลลัพธ์จะเป็นอย่างไรหากโปรเฟสเซอร์สามารถพิสูจน์ได้ว่าทฤษฎีนี้ถูกต้อง" โปรเฟสเซอร์ฟอสเตอร์ตอบว่า "ถ้าหากดวงจันทร์เป็นพลาสมาจริงก็จะไม่สามารถมีมนุษย์คนใดสามารถไปเยือนดวงจันทร์ได้ การพยายามนำยานลงจอดย่อมล้มเหลว ซึ่งหมายความว่ามวลของดวงจันทร์นั้นน้อย น้อยกว่าที่เราคาดการณ์ไว้มาก จึงทำให้มันมีสถานะทางพลังงานน้อยกว่า มวลน้อยกว่า ซึ่งก็หมายความว่าดวงจันทร์ไม่สามารถใช้อธิบายเกี่ยวกับน้ำขึ้น-น้ำลงได้..... และถ้าเราพิสูจน์ได้ว่าดวงจันทร์เป็นพลาสมาก็จะทำให้ทฤษฎีแรงดึงดูดทั้งหมดล้มเหลวไปด้วย ดังนั้นแนวคิดเกี่ยวกับจักรวาลและกฎของมันก็ต้องได้รับการกำหนดกันใหม่"


1965 scientist claims the moon is plasma - UNCUT | RetroFocus



1965 scientist claims the moon is plasma, landing on it won’t be possible

------------------------------------------------------------